โยนหินถามทาง-จัดทัพพปชร. ดัน ‘บิ๊กป้อม’ นายกฯคนที่ 30
หมายเหตุ – นักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แถลงเปิดตัวว่าผู้สมัคร 55 คนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมมั่นใจจะผลักดันให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
สําหรับเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั้นตามกฎหมายแล้วสามารถส่งได้ 3 คน แต่ความคิดของ พรรค พชปร. คือ ถ้าส่ง 3 คน ตัวผู้นำจะไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ที่พรรคเสนอเป็นนายกฯ หรือใครจะเป็นแกนกลางในการนำไปหาเสียง เพื่อบอกว่านี่คือผู้นำของพรรคและจะสามารถเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของพรรค เพราะฉะนั้น จึงส่งผลให้รายชื่อที่ออกมาว่าจะส่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. เพียงคนเดียวเพื่อความชัดเจนในการต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าในการส่งรายชื่อนายกฯนั้น พรรค พปชร.ยังเป็นพรรคการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอนด้วยเครือข่ายที่อยู่ในพรรค พปชร.ยังมีโอกาสที่จะสามารถย้ายไปอยู่พรรคอื่นหรือแตกไปอยู่พรรคอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แม้กระทั่งไปอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) ถ้าออกมาในลักษณะดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อพรรค พปชร.และการจัดวางตัวนายกฯ และอาจจะทำให้เกิดทางเลือกอื่นกับพรรค พปชร.หากยังต้องการสร้างพรรคให้เข้มแข็ง เช่น การเปิดรับเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เข้ามาเป็นหนึ่งในบัญชีนายกฯ โดยนำกลุ่มพรรค รทสช.กลับเข้ามา หรืออาจจะมีรายชื่ออื่นเข้ามาด้วย เพราะฉะนั้น นี่คือภาพของ พรรค พปชร.ที่พยายามจะบอกว่า เครือข่ายที่อยู่ภายในพรรคตอนนี้คือ พล.อ.ประวิตร พปชร.จริงๆ มีกลุ่มก้อนหลายกลุ่มมาก และถ้ากลุ่มของ พล.อ.ประวิตรจะเอาเฉพาะกลุ่มของตัวเอง ซึ่งรวมไปถึงการจะเอา ส.ส.จากพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) กลับเข้ามา จะส่งผลต่อกลุ่มอื่นๆ ที่อาจจะแตกไปอยู่กับพรรคอื่น เพราะฉะนั้น ในเรื่องตัวแคนดิเดตนายกฯ การโยนชื่อ พล.อ.ประวิตรมาเพียงคนเดียว จึงเป็นเหมือนการโยนหินถามทางก่อนว่า ส.ส.หรือนักการเมืองใน พรรค พปชร.จะไปต่อกับ พรรค พปชร.ที่มี พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหรือไม่
ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับ ส.ว.เราต้องทำความเข้าใจว่าการโหวตของ ส.ว.อยู่ภายใต้เครือข่ายอำนาจที่มาจากการรัฐประหารปี 2557 เพราะฉะนั้น ในกลุ่มของ ส.ว.แม้ว่าจะมีลักษณะมีเสถียรภาพ กล่าวคือ แถวตรงยกมือ แต่ภายในเขามีกลุ่มที่แยกกัน บางกลุ่มเป็นของ พล.อ.ประวิตร บางกลุ่มเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุเช่นนี้การจะรับประกันว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หลังเลือกตั้งครั้งหน้า คือต้องมี 250 เสียงของ ส.ว. และจะทำอย่างไรให้เสียงของ ส.ว.มาที่พรรคการเมืองเป็น
กลุ่มพลังอำนาจที่มาจากการรัฐประหารปี 2557 หนีไม่พ้นที่จะต้องมีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาด้วย หรือถ้ามีเพียง พล.อ.ประวิตรคนเดียว ส.ว.อาจจะไม่ได้โหวตเป็นแถวตรงแบบที่เห็นในการเลือกตั้งปี 2562 เพราะอาจจะมีบางกลุ่มที่ไม่ได้มีที่มาจาก พล.อ.ประวิตร
สำหรับตัว พล.อ.ประวิตรเอง ที่มีความเป็นนักการเมือง ซึ่งจะแตกต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์อย่างมาก ในปี 2562 ประชาชนบางคนชื่นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ในความตรงไปตรงมาและความไม่ใช่นักการเมือง แต่ของ พล.อ.ประวิตร คนจะมองกลับกัน เพราะเคยทำงานกับฝ่ายการเมืองหลายฝ่าย ฉะนั้น จุดขายของ พล.อ.ประวิตรในการหาเสียง อาจจะไม่สามารถขายได้ในเชิงตัวบุคคลมากนัก เพราะมีภาพของความเป็นนักการเมืองและบาดแผลในอดีตหลายเรื่อง ทำให้เป้าหมายจริงๆ ในการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตรเป็นแคนดิเดตนายกฯ คือการสร้างความแน่นอนให้กับพรรค พปชร.
ส่วนการหาเสียงโดยใช้ชื่อ พล.อ.ประวิตรเรียกว่า อาจจะไม่สามารถขายได้ในฐานะสินค้าใหม่ทางการเมือง ดังนั้น อาจจะต้องมีการเจรจาต่อรอง หรือยอมถอยให้มีรายชื่อที่ 2 และ 3 เพื่อให้สามารถรักษาสถานะของ พปชร.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้
ธเนศวร์ เจริญเมือง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)
เรื่องนี้มองเป็น 2 ทฤษฎี ทฤษฎีแรก แยกกันเดิน รวมกันตีเพื่อกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทฤษฎีที่สอง แยกทาง แบบทางใครทางมัน เพื่อก้าวสู่ผู้นำประเทศคนต่อไป แต่ไม่เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ขัดแย้งกันรุนแรง เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่ เพียงแต่อุดมการณ์และเป้าหมายของ พล.อ.ประวิตรเปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3 เพราะสนับสนุนและให้โอกาสบริหารประเทศมา 8 ปีแล้ว
ในทางการเมือง พล.อ.ประวิตร ถือว่ามีอาวุโสและประสบการณ์การเมืองมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากเคยร่วมงานกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อน ทำให้เล่นการเมืองเป็น มีลูกล่อลูกชน ประนีประนอม และไม่แข็งกร้าว เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็น
รุ่นน้อง ทำให้พรรคการเมือง และประชาชนเข้าถึง สัมผัสได้ง่ายกว่า ส่งผลให้ พล.อ.ประวิตรได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น ทำให้ พล.อ.ประวิตรเกิดความมั่นใจ ที่อยากก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุด เป็นผู้นำประเทศคนใหม่ โดยสร้างโอกาสให้ตัวเอง และแสดงฝีมือการบริหารประเทศ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจศรัทธา และยอมรับมากขึ้น ตามลำดับ
ดังนั้น พปชร. ต้องปรับภาพลักษณ์ พล.อ.ประวิตรให้กระฉับกระเฉง คล่องแคล่วและทันสมัยมากขึ้น สังเกตจากการรักษาการนายกรัฐมนตรี จะเห็นว่า พล.อ.ประวิตร มีบุคลิกและสุขภาพดีขึ้น สามารถเดินได้เองไม่ต้องมีคนคอยพยุง สะท้อนความคิดในใจว่า อยากเป็นผู้นำประเทศอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำประเทศอีก
พร้อมสร้างวิสัยทัศน์ ปรับนโยบายใหม่ ที่ตอบสนองความต้องการ หรือตอบโจทย์ประชาชนได้ตรงจุด โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชนเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เป็นอันดับแรก
สำหรับเส้นทางก้าวสู่ผู้นำประเทศนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ พล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแข่งขันกันเอง หากผลเลือกตั้ง ใครได้จำนวน ส.ส.มากกว่ากัน และรวบรวมเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายค้านเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ อาจมีโอกาสเป็นผู้นำประเทศคนต่อไป
สุดท้ายต้องดูผลเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าว่าพรรคใด ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถ้าเสียงประชาชนส่วนใหญ่ เทไปยังพรรคเพื่อไทยหรือพรรคก้าวไกล และพันธมิตรฝ่ายค้านอาจถึงเวลาที่อำนาจ ผลประโยชน์ เปลี่ยนไปอยู่ฝั่งประชาธิปไตย แล้ว พล.อ.ประวิตรและ พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมรับและเคารพมติประชาชนหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดและชวนติดตามไม่น้อย
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การที่บรรดา ส.ส.พรรค พปชร. ชู พล.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี คิดว่าเป็นผลพวงมาจากการแย่งซีนของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เมื่อวันแถลงข่าว ทำให้คนในพรรค พปชร.รู้สึกว่านายมิ่งขวัญ มีชื่อชั้นในการบริหารรวมทั้งภาพลักษณ์ที่ดี แต่ต้องรู้ว่าอำนาจและบารมีทางการเมืองนั้น พล.อ.ประวิตรยังมีอยู่มาก การชูแบบนี้เป็นการส่งสัญญาณให้บรรดา ส.ส.ที่กำลังลังเลใจที่จะโยกย้ายไปจากพรรค พปชร.จะต้องคิดทบทวนให้ดี ประกอบกับ พล.อ. ประยุทธ์ แสดงบทบาทไม่ชัดเจนในทางนิตินัยที่จะรวมกับพรรค รทสช. ทั้งหมดจึงต้องประเมินให้เห็นว่า ถ้า พล.อ.ประวิตร นั่งตำแหน่งนายกฯ จะส่งผลให้หลายคนไม่ไป เพราะรู้ดีว่าบารมีของ พล.อ.ประวิตร อาจจะทำให้บรรดา ส.ส.ที่อยู่ในสังกัด จะได้รับทรัพยากรทางการเมือง จาก พล.อ.ประวิตร หรือเครือข่ายกลุ่มทุนทำให้กลุ่มทุนเชื่อมั่นอีกด้วย พล.อ.ประวิตรยังยึดมั่นในพรรค พปชร. และวางตัวเป็นนายกฯคนต่อไป
บทบาทพรรค พปชร.ยอมรับว่าช่วงก่อนหน้านี้ตกต่ำ พลิกผัน เกิดความไม่นอน ดังนั้น ถ้า พล.อ.ประวิตรต้องการประคับประคองพรรคต่อไป จะต้องประเมินสถานการณ์ ส.ส.ที่อยู่ในพรรค มีอยู่ในกลุ่มในก๊วนกี่คน ประการต่อมาจะต้องเคลียร์ใจกับคีย์แมนหลักในพรรค รวมทั้งกำลังจะย้ายเข้ามาในพรรค หรือย้ายไปแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนต้องเคลียร์ใจ ปัญหาทั้งหมดต้องคุยกันทุกกลุ่ม เพราะตอนนี้พรรค รทสช.ที่ มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไป แต่มองว่ายังไม่มีเอกภาพ เพราะเป็น ส.ส.สายเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คุมพื้นที่ภายในพรรคทั้งหมด จึงทำให้ ส.ส.ส่วนหนึ่งที่จะไหลตาม รู้สึกเกิดความไม่แน่นอน ไม่มั่นใจ ถ้า พล.อ.ประวิตรฉวยโอกาสนี้เคลียร์ใจให้ได้ทั้งหมด จะทำให้พรรค พปชร. แข็งแรง เพราะยังเชื่อว่า พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ยังจับมือกันได้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่ พล.อ.ประวิตรจะเป็นนายกฯคนที่ 30 ผมมองว่า หากดูจากกระแสสังคมโดยรวมคิดว่า พล.อ.ประวิตรจะเป็นนายกฯค่อนข้างยาก เพราะคนที่จะเป็นนายกฯจะต้องทำหน้าที่ที่เป็นทางการ มีภาวะผู้นำ รวมทั้งภาพลักษณ์ต่างๆ และบุคคลิกภาพ คิดว่าไม่ค่อยตอบโจทย์สังคม หากจะต้องมานั่งตำแหน่งนายกฯ
แต่ถ้าอยู่ในฐานะพี่ใหญ่คอยเคลียร์ปัญหา คอยจัดการปัญหา เพราะมีบารมีทางการเมือง และทำงานข้างหลัง จะทำให้รัฐบาลมีศักยภาพจะดีกว่ามานั่งตำแหน่งนายกฯ

