หน้าแรก การเมือง เรือจมน้ำ โดย...

เรือจมน้ำ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

27.12.22 | 13:00 น.
เรือจมน้ำ ผมเห็นว่าเรื่องราวของการสูญเสียทั้งเรือรบหลวงสุโขทัย และกำลังพล

ผมเห็นว่าเรื่องราวของการสูญเสียทั้งเรือรบหลวงสุโขทัย และกำลังพลในเรือลำนั้นเป็นเรื่องที่พ้นจากการวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการ และนักการเมืองไปไกลแล้ว

หมายถึงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือการที่กองทัพเรือนั้นเผชิญกับคำถามและข้อวิจารณ์จากสังคมโดยตรง โดยแทบจะเรียกได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาตั้งคำถามกันแล้วว่า มีใครอยู่เบื้องหลังของความไม่พอใจที่มีต่อเรื่องราวทั้งหมดแบบมือที่สาม หรือใครจ้างให้ใครเขียน

ความไม่พอใจขยายไปสู่วงกว้าง ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว สิ่งที่กองทัพเรือแถลง และกระบวนการช่วยเหลือและค้นหาหลังจากที่ความสูญเสียเกิดขึ้น

สิ่งชี้วัดที่สำคัญคือ การที่ข่าวเรื่องเรือล่มและข่าวการค้นหาต่างๆ นั้นถูกทำให้เป็นข่าวประจำวัน และอยู่ในระดับของข่าววงกว้างที่อาจจะเรียกว่าข่าวชาวบ้าน อย่างเต็มที่

หมายถึงการที่แนวทางการทำข่าวนั้นกลายเป็นเรื่องที่สื่อไม่ได้ต้องมารอแถลงข่าวจากกองทัพเรือเป็นหลัก หรือรอความเห็นของนักวิชาการ และนักการเมือง

Advertisement

แต่กลายเป็นเรื่องราวที่สื่อแต่ละช่องนั้นสามารถสร้างเส้นเรื่องได้เอง และสามารถลงไปแข่งขันกันทำข่าวที่แตกประเด็นออกไปจากหลักฐานในมือของครอบครัวผู้สูญเสีย และสามารถเล่าเรื่องต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก (emotional) ไปได้เอง โดยไม่มีแนวทางเดียวเหมือนข่าวราชการและข่าวการเมืองทั่วๆ ไป ที่มักเป็นข่าวปิงปองตีไปตีมาระหว่างสองฝ่าย คือ รัฐกับฝ่ายตรงข้าม

ข่าวเรือล่มนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ชวนสลดใจ เศร้าใจกับเรื่องราวที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย และมันสะท้อนให้เห็นจริงๆ ถึงความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก โดยมีครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังพลที่ไม่ได้มีสถานะทางการบังคับบัญชาในระดับสูง

เรื่องราวของพลทหาร และทหารชั้นประทวนที่ถูกนำเสนอ รวมทั้งสัญญาบัตรที่ไม่ได้มียศสูง และความรู้สึกของญาติพี่น้องที่สูญเสีย หรือแม้แต่กำลังคาดหวังข่าวดีที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

กลายเป็นเรื่องที่ดูเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับวิธีการสื่อสารและแถลงของกองทัพเรือ ทั้งในระดับที่เป็นทางการ และในระดับความเห็นของระดับผู้บังคับบัญชา ที่ดูไม่คอยได้เห็นความสำคัญและความกังวลต่อข้อคำถามต่างๆ จากทั้งสังคมและจากครอบครัวของกำลังพลสักเท่าไหร่

ทำไมคำแถลงดูเหมือนคำสั่งมากกว่าข้อเท็จจริง คำขอโทษ และรู้สึกรับผิด

คำถามที่สำคัญคือ สังคมนี้เป็นเพียงกำลังพลที่มีหน้าที่รับฟัง เชื่อ และทำตามคำสั่งของระดับบังคับการและผู้บังคับบัญชาเท่านั้นใช่ไหม

กรณีเรือล่มในรอบนี้จึงสะท้อนให้เห็นชัดเจนมากๆ ว่าสังคมที่ทหารปกครองบ้านเมืองนั้นก็จะมีหน้าตาเป็นแบบนี้

นี่ยังไม่ได้พูดเลยว่าใครจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้

และที่น่ากังวลกว่านี้คือ รับผิดชอบอะไร

และรับผิดชอบไหวไหม

ลองเทียบกับหน่วยงานเล็กๆ ที่ความเสียหายกับทรัพย์สินขององค์กรเหล่านั้นมีขึ้น พวกเขาจะต้องโดนลงโทษอะไร

แต่นี้คือกองทัพ และเจ้าของจริงควรจะเป็นประเทศชาติ ประชาชน… อะไรคือความรับผิดชอบที่สมเหตุสมผลกับเรื่องที่เกิดขึ้น

เรือจมน้ำรอบนี้ ยังจะหวังถึงเรือดำน้ำในรอบหน้าได้อีกไหม

ไอ้ที่ผู้คนเขาถามและกังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ ยังจะไม่รู้สึกรู้สา แล้วคิดจะพูดอะไรก็ได้เหมือนเดิมไหมหากมีคำถามใหม่ๆ เข้ามาสู่กองทัพเรืออีก

เ รื่องที่ใหญ่กว่านี้คือ ความไม่รู้สึกรู้สาของรัฐบาลในเรื่องนี้ ทั้งการพยายามตรวจสอบและกำกับดูแลในเรื่องราวทั้งหมด

ขณะที่เรื่องราวไม่มีความกระจ่างอะไรออกมาจากกองทัพเรือมากนัก กระทรวงกลาโหมซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรงกับไม่มีบทบาทและท่าทีอะไรในเรื่องนี้เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นคนเดียวกับนายกรัฐมนตรี ดูจะไม่ได้รู้สึกถึงหัวอกหัวใจของคนในประเทศนี้แต่อย่างใด วันๆ เอาแต่คิดแต่จะอยู่ในอำนาจต่อไปถึงขั้นยอมให้เกิดพรรคนั่งร้านใหม่ที่พร้อมจะเข้าไปอยู่ด้วย

แทนที่จะคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนควรจะเร่งรีบทำงานที่ค้างเอาไว้ หรือที่รับผิดชอบให้เป็นที่ประจักษ์ คนจะได้รักและนึกถึงด้วยความสำเร็จที่แท้จริงมากกว่างานไอโอ หรือประชาสัมพันธ์ที่ไร้แก่นสารสาระ หรือตอบโต้กับคนที่วิพากษ์วิจารณ์มากกว่าทำงานแบบที่เป็นอยู่

แปดปีที่สูญเปล่าอย่างน้อยในแง่ของท่าทีในการสื่อสารกับประชาชน ซึ่งมันบ่งชี้ถึงทัศนคติที่ระบอบการปกครองนี้มีต่อประชาชน ซึ่งก็แทบไม่ต่างไปจากการสื่อสารที่มีต่อกำลังพล และครอบครัวของกำลังพลที่อยู่และที่สูญเสียไปทั้งในครั้งนี้ และที่เคยสูญเสียมาตลอด

สิ่งที่น่ากังวลประการต่อมาก็คือ ทำไมการเปิดเผยความจริงดูจะล่าช้า การตอบสนองต่อความกังวลและข้อซักถามของประชาชนก็เหมือนจะไม่ได้รับความสนใจจากพวกเขาเท่าไหร่ แล้วเรื่องต่อมาที่เริ่มจะถูกส่งเสียงถามมามากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือระบบการสั่งการและตัดสินใจเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ เป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ย่อมมากไปกว่าเรื่องของความผิดพลาดซึ่งเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจที่เรียกกันว่าอุบัติเหตุ

เรื่องที่เกิดขึ้นในเรือล่มครั้งนี้ สุดท้ายจะวนมาที่เรื่องพื้นฐานที่ประชาชนมีสิทธิจะทราบว่าทำไมเสื้อชูชีพถึงไม่พอ และเมื่อเริ่มเกิดเหตุกระบวนการตัดสินใจในการแก้ไขสถานการณ์เป็นอย่างไร

และในฐานะที่เราจะตั้งข้อสังเกตเพิ่ม ก็คงต้องถามเพิ่มไปอีกว่ากองทัพเรือและรัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขสถานการณ์ที่ยังดำเนินอยู่ หรือให้ความสำคัญไปกับการตอบโต้สถานการณ์เป็นหลัก

เขาให้ปกป้องประชาชน และรบกับศัตรู แต่จะแปลงภารกิจเป็นการปิดกั้นประชาชนจากความจริง มองประชาชนเป็นศัตรูมากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจนถึงวันนี้คือ อาการของปัญหาที่ผ่านมาของกองทัพไทย ที่ไร้การตรวจสอบจากประชาชนอย่างเอาจริงเอาจัง และโดยตัวกองทัพเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากว่าจะต้องพร้อมรับผิด (accountable) กับประชาชนและสังคมอย่างไร

คำว่ารับผิดชอบนั้นถูกมองแค่การอ้างอิงจากกฎหมายที่เขียนกันเองเสียเป็นส่วนมาก ขาดแรงตรวจสอบจากประชาชน

เรื่องเหล่านี้มันจะส่งผลสำคัญ เพราะอีกอาการที่กองทัพไทยนั้นเป็นอยู่มากคือลัทธิอาวุธนิยม/บูชาอาวุธ (ตามที่ท่าน ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ท่านกล่าวไว้) คือลัทธิบูชาอาวุธว่า ถ้ามีอาวุธก็จะมีความมั่นคง ถ้าจัดซื้ออาวุธที่มากและทันสมัยก็จะเหนือกว่าคนอื่น

เรื่องอาวุธนิยมเหล่านี้มันมีด้านลบของมันคือ มันเป็นลัทธิที่ยิ่งมียิ่งไม่มั่นคง เพราะเมื่อเรามี เมื่อเราสะสม เราก็จะต้องไปแข่งกับฝ่ายที่เราคิดว่าเป็นศัตรู เมื่อเขามีเราก็ต้องมีอีก กล่าวคือยิ่งมียิ่งไม่มั่นคง ยิ่งกลัว แล้วสุดท้ายในหลายที่ในโลกก็ต้องมาแสวงหาความร่วมมือฉันมิตรเพื่อที่จะลดอาวุธลง

สุดท้ายการสร้างมิตรกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าสร้างศัตรู และเมื่อทหารนั้นคือผู้ต่อสู้กับศัตรู กองทัพก็ต้องหาเงื่อนไขไปทางอื่นอีก เช่น ต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปอีก

คือไม่ลดบทบาทแต่แสวงหาภารกิจเพิ่มที่ไม่ใช่ภารกิจโดยตรง แต่วนเวียนในการหาบทบาทไปเรื่อยๆ

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมเองไม่ได้คิดว่าเราไม่ควรมีกองทัพ

ตรงกันข้าม ผมกลับคิดว่าเราต้องการกองทัพที่มีประสิทธิภาพ ที่หาไม่ได้ในตอนนี้ และการต้องการกองทัพที่มีประสิทธิภาพที่ไม่ใช่อธิบายแบบพวกแม่ทัพนายกองว่าการปฏิรูปกองทัพคือการมีเทคโนโลยีมากขึ้น และลดกำลังพลอย่างเดียว แต่เอาจริงการลดกำลังพลไม่เคยลดนายพลเป็นเรื่องเป็นราวเสียมากกว่า

ประชาชนที่เป็นผู้ชายไทยเนี่ย เขาเป็นกองหนุน เขาเป็นทหารในอีกสถานะหนึ่ง

เขาไม่ได้ทำหน้าที่ทหารในตอนนี้ แต่เขาเป็นพลเมืองที่เขาจะต้องมีความพร้อมในการเป็นทหารในยามที่เกิดวิกฤตการณ์ที่คาดไม่ถึง และกำลังพลส่วนทหารประจำการไม่เพียงพอ

เมื่อเขาต้องเข้าไปทำหน้าที่ เขาคงมิได้คาดหวังว่าจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่านั้น เพราะทุกเรื่องที่ทันสมัยก็พร้อมที่จะล้าสมัยได้เสมอ แต่การดูแลยุทโธปกรณ์ และสมรรถนะของมันก็สำคัญ รวมทั้งการตัดสินใจในการใช้ยุทโธปกรณ์เหล่านั้น ไม่ใช่จะซื้อของอะไรมาใช้ก็ได้แล้วแถไปเรื่อยๆ ไม่สนใจเสียงนอกวงอำนาจอะไรเลย

ประชาชนย่อมจะต้องคาดหวังว่าเขาจะต้องเข้าไปอยู่ในองค์กรที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล มีการตัดสินใจบังคับบัญชาที่ชาญฉลาด และจากคนที่มีความกล้าหาญ รับผิดชอบ พร้อมรับผิด และมีความจริงใจตรงไปตรงมา เพื่อจะทำหน้าที่ป้องกันประเทศเคียงบ่าเคียงไหล่ และทำไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติทั้งสิ้น

คนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเรื่องนี้ควรหยุดเอาตัวรอดจากวิกฤตการณ์นี้ และสร้างความตรงไปตรงมาในเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับสังคม และรับการตรวจสอบจากกลไกนอกกองทัพในทุกรูปแบบให้เร็วที่สุดน่าจะเป็นทางออกที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในขณะนี้