หน้าแรก การเมือง ผังเมืองนั้นส...

ผังเมืองนั้นสำคัญไฉน โดย โคทม อารียา

26.12.22 | 12:00 น.

ปกติ ผมไม่สะกิดใจถึงความสำคัญของผังเมือง จนกระทั่งได้มาอ่านหนังสือชื่อ “เจน เจคอบส์: นักคิดผู้พลิกชีวิตเมือง” เขียนโดย เกล็นนา ลัง และ มาร์โจรี วุนช์ แปลโดย ณัฐธีร์ ฤทธิเดชเกรียงไกร หนังสือเล่มนี้นอกจากจะเล่าชีวประวัติของ เจน แล้ว ยังเล่าถึงชีวิตการต่อสู้ของเธอในการปกป้องชีวิตในเมืองและชุมชนที่เธอรัก แนวคิดของเธอได้จากการช่างสังเกตชีวิตเมือง ที่ทำให้เธอเห็นเป็นตรงกันข้ามกับนักผังเมืองสมัยนั้น ที่มีภาพฝันถึงเมืองที่ใหญ่ตระการ สมัยใหม่ สะอาด แต่เธอเห็นว่าเมืองเช่นนี้จะขาดความมีชีวิตชีวา ขาดปฏิสัมพันธ์ของผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย ทำกิจกรรมที่หลากหลาย ในเวลาที่ต่างกันของวัน เมือง โดยเฉพาะทางเท้าของเมือง ควรเป็นสถานที่ที่คึกคัก เปิดรับผู้แปลกถิ่น มีบล็อกที่สั้น ๆ ให้ผู้สัญจรมีโอกาสได้พบเจอกันเมื่อเดินซอกแซกไปตามทางเท้า ผู้คนในอาคารสามารถมองเห็นผู้เดินไปมา หากมีเหตุผิดปกติ ทั้งคนในอาคารและทางเท้าสามารถช่วยกันระงับเหตุ ได้ดีกว่ากรณีที่มีคนอาศัยในอาคารบล็อกใหญ่ ๆ และมีทางเท้าที่เปลี่ยวปลอดผู้คน

แต่ก่อนที่จะนำเรื่องของ เจน มาเล่าสู่กันฟังโดยสังเขป ผมขอเกริ่นถึงเรื่องที่สะดุดใจผมอีกเรื่องหนึ่งก่อน คือ กฎหมายเกี่ยวกับผังเมืองนั้นรวมเรื่องแผนผังของชนบทด้วย คือครอบคลุมทั้งการวางผังเมืองและชนบท (City and Country Planning) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการต่อสู้รุนแรงถึงตายมาเกือบครบ 18 ปีแล้วนั้น รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาทางเศรษฐกิจเพื่อความอยู่ดีกินดีของคนในพื้นที่ เริ่มต้นก็กำหนดพื้นที่ไว้ 3 พื้นที่คืออำเภอหนองจิก อำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอเบตง ต่อมาเพิ่มโครงการนิคมอุตสาหกรรมที่อำเภอจะนะ ตามข่าว ได้มีการแก้ไขผังเมืองจะนะให้สามารถสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่โครงการได้ อย่างไรก็ดี มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งคัดค้านโครงการนี้ เพราะพวกเขามีอาชีพด้านการเกษตรและการประมง ไม่ต้องการเปลี่ยนมาเป็นผู้ใช้แรงงานอุตสาหกรรม จากผลการคัดค้าน รัฐบาลได้ชะลอโครงการไว้ก่อนเพื่อให้มีการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA)

ในเวลาใกล้เคียงกัน บริษัท ทีพีไอ โพลีน (มหาชน) ก็มีโครงการสร้างรูปเจ้าแม่กวนอิม สูง 136 เมตร ที่ตำบลสะกอม อำเภอเทพา (อยู่ติดกับตำบลสะกอม อำเภอจะนะ) เพื่อเป็นแลนด์มาร์กดึงดูดนักท่องเที่ยว โครงการนี้ได้รับการคัดค้านจากคนในพื้นที่จำนวนหนึ่ง เพราะคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามที่ไม่มีรูปเคารพและเห็นว่าการสร้างรูปเคารพที่สูงใหญ่เช่นนี้ เหมาะแก่การสร้างในสถานที่ที่คนจำนวนมากนับถือเจ้าแม่กวนอิมมากกว่า ประเด็นที่โต้แย้งรวมถึงการตีความผังเมืองว่ารูปเคารพขนาดใหญ่ถือเป็นอาคารหรือไม่ เพราะถ้าเป็นอาคารก็ต้องจำกัดความสูง เจ้าของโครงการแจ้งว่า ได้รับการอนุญาตจากผังเมืองแล้ว

ความเป็นมาของผังเมืองในประเทศไทย

การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้อำนาจแก่พระมหากษัตริย์ในการบริหารจัดการทรัพยากร รวมไปถึงการสร้างบ้านแปงเมือง ดังคำกล่าวที่ว่า “พระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามนี้ไม่ได้ปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใด ด้วยเหตุที่ถือว่าเป็นที่ล้นพ้น ไม่มีข้อสั่งอันใดจะเป็นผู้บังคับขัดขวางได้” จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดฯให้พัฒนาพระนครให้มีความงดงามและทันสมัยเท่าเทียมกับอารยประเทศ การผังเมืองจึงได้ดำเนินการในพระนครและในหัวเมืองสำคัญ ๆ โดยการตัดถนนสายต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการดำเนินการด้านสาธารณูปโภคเช่น การไฟฟ้า และการประปา เป็นต้น

Advertisement

รัฐบาลภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ดำเนินการต่อเนื่องมา โดยได้ตรากฎหมายขึ้นเป็นการเฉพาะ เช่น พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างอาคารดำเนินการตามแผนผังเมือง ณ บริเวณถนนราชดำเนิน จังหวัดพระนคร พ.ศ. 2482 พระราชกำหนดจัดสร้างนครหลวง พ.ศ. 2485 เป็นต้น จนกระทั่งได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการผังเมืองและผังชนบท พ.ศ. 2495 ซึ่งถือเป็นกฎหมายผังเมืองฉบับแรกของไทย

การผังเมืองมี 2 แบบ คือแบบเฉพาะ กับผังเมืองรวม ซึ่งมีนิยามในกฎหมายปี 2518 ว่าผังเมืองรวมหมายถึง “แผนผัง นโยบาย และโครงการ รวมทั้งมาตรการควบคุมโดยทั่วไป เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและดำรงรักษาเมือง และบริเวณที่เกี่ยวข้องหรือชนบท ในด้านการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและการขนส่ง การสาธารณูปโภค บริการสาธารณะ และสภาพแวดล้อม เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการผังเมือง” การวางผังเมืองจึงจัดทำแผนที่ของเมืองขึ้น โดยแผนที่จะระบุเขตต่าง ๆ ของเมืองโดยแบ่งเป็นพื้นที่ที่มีสีต่าง ๆ กัน ตามประโยชน์ใช้สอยของที่ดินดังนี้ 1) เขตสีเหลือง, เขตสีส้ม, และเขตสีน้ำตาล คือ เขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย, ปานกลาง, และมากตามลำดับ 2) เขตสีแดงคือเขตพาณิชยกรรม 3) เขตสีม่วงคือเขตอุตสาหกรรม 4) เขตสีเม็ดมะปรางคือเขตคลังสินค้า 5) เขตสีขาวมีเส้นทแยงสีเขียวคือเขตอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม 6) เขตสีเขียวคือเขตชนบทและเกษตรกรรม 7) เขตสีน้ำตาลอ่อนคือเขตอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม 8) เขตสีน้ำเงินคือเขตราชการและสาธารณูปโภค

นอกจากนี้ มีคำศัพท์ที่ควรรู้สำหรับการปลูกสร้างอาคารอยู่ 2 คำคือ FAR (Floor Area Ratio) ที่ใช้ในการคำนวณพื้นที่อาคารตามสูตรดังนี้ พื้นที่อาคารที่สร้างได้  =  ค่า FAR X ขนาดพื้นที่ดินเป็นตารางเมตร สำหรับเขตที่ระบุโดยสีต่าง ๆ กัน จะมีค่า FAR ต่างกันด้วย คำศัพท์อีกคำหนึ่งคือ OSR (Open Space Ratio) ซึ่งคำนวณได้ตามสูตร OSR = พื้นที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุม หารด้วย พื้นที่อาคารรวมทุกชั้นทุกหลัง คูณด้วย 100 ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องไม่น้อยกว่าค่า OSR ที่กำหนดไว้สำหรับแต่ละเขตสี

กรณีผังเกาะเมือง กรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา

(อ้างอิงบทความชื่อ สะพานปรีดี-ธำรง แผนกู้กรุงศรีอยุธยาของปรีดี พนมยงค์ เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 มกราคม 2563)

หลังเสียกรุง เกาะเมืองศรีอยุธยามีสภาพเป็นเมืองร้าง ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ตามลำน้ำรอบเกาะเมือง การอยู่อาศัย การค้าขาย และการคมนาคม ยังคงยึดลําน้ำเป็นหลัก ภาพภายในกำแพงเมืองจึงรกร้าง เปลี่ยว เต็มไปด้วยสัตว์ป่า โจรผู้ร้าย ดังจะเห็นได้จากแผนที่ของพระยาโบราณราชธานินทร์ (พ.ศ. 2469)

ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะเป็นชาวอยุธยาโดยกำเนิด มีแนวคิดที่จะย้ายคนจากลำน้ำเข้าสู่เกาะเมือง จึงเริ่มต้นด้วยการออกพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่วัดร้างภายในกำแพงเมือง ปี 2481 ซึ่งแต่เดิม รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สงวนที่ดินในเกาะเมืองไว้ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาถือครอง มาเป็นของกระทรวงการคลัง แล้วขายที่ดินให้แก่ราษฎร เพื่อจูงใจให้เข้ามาตั้งบ้านเรือนในเกาะเมือง ตลาดบกเริ่มมาแทนที่ตลาดน้ำ ตามด้วยการสร้างถนนและสร้างสะพานปรีดี-ธำรง ที่ตัดตรงจากถนนพหลโยธิน เข้าสู่เกาะเมืองไปจนถึงศาลาว่าการจังหวัด (เริ่มในปี 2483 เสร็จในปี 2486) ซึ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนกรุงเก่า จากที่เคยขนส่งสินค้าทางเรือมาเป็นการใช้ถนน ซึ่งสะดวกรวดเร็วกว่า

การดำเนินการจัดผังเกาะเมืองนั้น แม้จะเป็นความปรารถนาดีที่ส่งผลให้เกาะเมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่ย่อมมีการสูญเสีย การสร้างถนนได้บุกรุกโบราณสถานจำนวนหนึ่ง เราน่าจะกลับไปดูการสำรวจที่ น. ณ ปากน้ำเคยทำไว้ ซึ่งจะช่วยให้ประเมินได้ว่า มีการสูญเสียอะไรไปบ้างหลังจากสร้างเมือง

กรณีผังเมืองกรุงเทพมหานคร

(อ้างอิงวารสารกรมโยธาธิการและผังเมือง Department of Public Works and Town & Country Planning)

ความเป็นมาของผังเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว เกิดจากความต้องการของผู้คนที่จะหลีกพ้นจากปัญหาในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยของเสียและมลพิษอันเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ไม่ต่างจากที่เกิดที่มาบตาพุด) การพัฒนาเมืองจึงผ่านการจัดทำผังแม่บท (Master Plan) เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่น การสร้างความงดงามให้แก่เมือง ส่วนหลักการในการกำหนดเขตการพัฒนา เช่น กิจกรรมในเขตนั้น ๆ จะต้องไม่มีผลเป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญและหรือเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี นับเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความสำเร็จและความก้าวหน้าของการผังเมืองในประเทศเหล่านั้น

สำหรับประเทศไทยอาจสรุปได้ ผังเมืองในตอนต้นเป็นแต่เพียงความต้องการของนักวิชาการ เช่น เพื่อนำมาใช้เป็นฐานในการปรับปรุงระบบการประปาของกรุงเทพมหานคร มวลชนไม่เกี่ยว ไม่มีผู้ใดอธิบายอย่างมีเหตุผลที่ดีว่าการผังเมืองมีผลดีแก่ผู้คนในบ้านเมืองอย่างเป็นรูปธรรมประการใดบ้าง การผังเมืองไทยจึงประสบแต่ปัญหา และไม่มีความเจริญก้าวหน้า แม้เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ในกรณีของกรุงเทพมหานคร การขยายเมืองและจำนวนประชากรเป็นไป “ตามธรรมชาติ” ในระยะต้น ๆ ไม่ค่อยมีกฎเกณฑ์อะไรมาก จนกระทั่งมีการโอนงานผังเมืองจากกรมโยธาฯ ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในกรณีนี้คือ กรุงเทพมหานคร ในปี 2550 ผังเมืองกรุงเทพฯจึงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น (ดูภาพที่แสดงการขยายตัว โดยเทียบแผนที่กรุงเทพฯในปี ค.ศ. 1958 กับปี ค.ศ. 1968 ซึ่งเป็นไปแบบไม่ค่อยมีผัง ในแผนที่ข้างล่างนี้)

จากการประกาศใช้ พ.ร.บ. การผังเมือง 2518 ได้มีการประกาศใช้ผังเมืองรวมเมืองระยองเป็นที่แรกในปี 2526 จากนั้นจึงมีผังเมืองรวมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก แต่กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมแต่ละฉบับ มีเนื้อหาสาระที่เน้นเฉพาะการกำหนดสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพียงประการเดียว ไม่มีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับการ “… ทำให้มีหรือดียิ่งขึ้นซึ่งสุขลักษณะ ความสะดวกสบาย ความเป็นระเบียบ ความสวยงาม ฯลฯ” ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแม่บทแต่ประการใด ส่วนการประกาศใช้ผังเมืองเฉพาะตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเพียง 2 แห่ง คือ ผังเมืองเฉพาะชุมชนเมืองใหม่แหลมฉบัง และผังเมืองเฉพาะชุมชนเมืองใหม่มาบตาพุด

ในกรณีกรุงเทพมหานคร ผลการสืบค้นจากเว็บของ The Realist Post ได้ความว่า ผังเมืองรวมที่ใช้ในปี 2556 กำลังมีการปรับปรุงผ่านการยกร่างใหม่หลายครั้งแล้ว ดังแสดงในภาพต่อไปนี้

แนวคิดการวางผังเมืองของ เจน เจคอบส์

กาญจน์ นทีวุฒิกุล เขียนคำนิยมในหนังสือ “เจน เจคอบส์ นักคิดผู้พลิกชีวิตเมือง” ที่เป็นแรงดลใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยในเมืองว่า พวกเขาสามารถรวมตัวกันเพื่อปกป้องชุมชนเมืองอันเป็นที่รักของตนได้ เมื่อมีโครงการขนาดใหญ่มาคุกคามชุมชนของพวกเขา แนวคิดสำคัญของเจนคือ พื้นที่ว่างสาธารณะจะต้องประกอบด้วยความหลากหลายของคน ความหลากหลายของกิจกรรม และความหลากหลายของเวลา

ในวัยเด็ก เจนอาศัยอยู่ในชานเมืองของเมืองที่ทำเหมืองถ่านหิน ชื่อ สแครนตัน เธอเป็นสาวน้อยผู้ดื้อรั้น ซนและชอบทำอะไรที่ไม่เข้าสายตาครู แต่เธอเป็นคนช่างสังเกตและเริ่มเขียนบทกวีส่งไปตีพิมพ์ตั้งแต่เด็ก เธอเป็นคนใฝ่รู้ ทั้งจากการเข้าเรียนวิชาที่หลากหลายในหลักสูตรภาคค่ำของมหาวิทยาลัย และเรียนรู้สถาปัตยกรรมจากสามี

เธอท้าทายแนวคิดการสร้างเมืองใหม่ (ที่สร้างขึ้นหลังจากไล่รื้อชุมชนที่ถูกมองว่าเป็นสลัม) ของบรรดาสถาปนิกผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้น อย่างเช่น เลอ กอร์บูซิเอร์ (Le Corbusier) ผู้เสนอแนวคิดเมืองแจ่มจรัส (Radiant City) สำหรับปารีส ที่ประกอบด้วยอาคารตึกสูงหลายหลังเรียงรายเป็นระเบียบท่ามกลางพื้นที่สีเขียว (ชวนให้นึกถึงโครงการ One Bangkok) เธอโจมตีแนวคิดเมืองในสวน (Garden City) ที่จัดผังเมืองไว้ล่วงหน้า มีบ้านขนาดสองหรือสามชั้นหลายหลังตั้งเป็นรูปวงแหวนอยู่รอบพื้นที่เปิดสีเขียวขนาดใหญ่ โรงเรียน โรงงาน ร้านค้า อยู่ใกล้ ๆ ผู้คนไม่ต้องเดินทางไปไกลเพื่อทำงานหรือจับจ่ายใช้สอย แต่เจนแย้งว่า พื้นที่นี้สะอาดและเป็นระเบียบมากเกินไป (ทำให้นึกถึงโครงการ The-Forestias)

เจนเสนอให้เราเรียนรู้จากตัวอย่างความสำเร็จของเมือง ที่ทางเดินเท้าคึกคักเกือบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เสมือนมีการแสดง “บัลเลต์บนทางเท้า” ในเมืองเช่นนี้จะมีธุรกิจรายย่อยปะปนอยู่กับที่อยู่อาศัย รวมทั้งสถานที่สังสรรค์ เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ตลาด หอศิลป์ โรงภาพพยนตร์ ฯลฯ เธอเสนอให้มีการ “ใช้พื้นที่อย่างผสมผสาน” (Mixed-Uses) โดยที่ผู้คนมีความใกล้ชิดและพร้อมจะช่วยเหลือกันหากผู้ใดถูกคุกคาม สรุปก็คือ เธอคัดค้านการฟื้นฟูเมืองโดยโครงการขนาดใหญ่ ที่ไล่รื้อที่อยู่เดิมอันมีชีวิตชีวา แทนที่ด้วยอาคารขนาดใหญ่ที่ผู้คนไม่ค่อยได้พบปะสังสรรค์กัน สิ่งที่ควรทำคือการซ่อมบำรุงบ้านเรือนและอาคารที่ทรุดโทรมให้ดีขึ้น และการค่อย ๆ เพิ่มเติมเต็มพื้นที่ว่างด้วยอาคารที่ใช้พื้นที่อย่างผสมผสาน เธอเสนอแนวคิดเช่นนี้ในหนังสือชื่อ “ความตายและความเป็นของมหานครอเมริกา” ของเธอ

นอกจากจะเขียนหนังสือแล้ว เธอยังได้คัดค้านกระบวนการฟื้นฟูเมือง โดยนำแนวคิดของเธอสู่การปฏิบัติเพื่อปกป้องชุมชน เริ่มจากการรณรงค์คัดค้านกระบวนการฟื้นฟูเมือง ที่ปรับปรุงย่าน “ทรุดโทรม” ด้วยการสร้างบล็อกอาคารขนาดใหญ่ (Super-block) (บล็อกอาคารควรจะสั้นให้เลือกเดินได้หลายทางมากกว่ายาว) เธอนำการรณรงค์หยุดยั้งการสร้างถนนตัดผ่านสวนวอชิงตัน แสควร์ ที่บรรดาแม่ชอบนำลูก ๆ มาเดินอย่างปลอดภัย เธอปกป้องหมู่บ้าน กรีนิช วิลเลช ย่านตะวันตก โดยมีการร่วมกันสำรวจเพื่อชี้ให้เห็นว่าพื้นที่นี้ไม่ใช่สลัม เธอหยุดยั้งการสร้างทางหลวงพิเศษที่จะมาแทนถนนสายธรรมดาที่พลุกพล่านด้วยผู้คนและมีชีวิตชีวาของ ไชนา ทาวน์ และลิตเติล อิตาลี ผู้คนทุกเพศทุกวัยได้มาร่วมรณรงค์กับเธอ แม้โครงการที่เธอคัดค้านจะมีผู้มีอำนาจหน้าที่และบุคคลสำคัญ ๆ สนับสนุน แต่เสียงของคนในพื้นที่ ซึ่งหมายรวมถึงเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้ทำให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งและมีอำนาจตัดสินใจ ต้องถอนโครงการที่กระทบต่อวิถีชุมชนออกไป

ผังตำบลเทพา จังหวัดสงขลา

(อาจจะไม่ถูกต้องนักที่จะใช้คำว่าผังอำเภอเทพา ทางการคงมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของผังรวมจังหวัดสงขลามากกว่า)

อำเภอเทพามีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ  978  ตารางกิโลเมตร  ประชากรประมาณ  67,700 คน  ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  เช่น  สวนยาง  ปาล์มน้ำมัน  มะพร้าว  สับปะรด   ประมงพื้นบ้าน  ฯลฯ  โดยก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2560-2561 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีแผนงานส่งเสริมการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่อำเภอเทพา  แต่ถูกชาวบ้านรวมตัวกันคัดค้านเพราะกังวลเรื่องผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจนโครงการต้องยกเลิกไป

กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัดสงขลาเมื่อปี 2561  และขณะนี้ได้ปรับปรุง (ครั้งที่ 1 ) โดยจัดทำข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้จังหวัดสงขลาเป็นเมืองศูนย์กลางระดับภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญด้านการบริหารและการปกครอง  การค้า  การบริการที่ได้มาตรฐาน  ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจและพาณิชยกรรมของภาคใต้ตอนล่าง  และสอดคล้องกับความร่วมมือระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  โดยจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้มีความพร้อมในการพัฒนาเมือง  อุตสาหกรรม  และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

ขณะเดียวกันชาวสงขลาก็กังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ จึงได้จัดเวทีเพื่อจัดทำข้อเสนอของภาคประชาชนเสนอต่อทางราชการ  โดยเริ่มที่อำเภอเทพาเป็นแห่งแรก

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 คณะทำงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เทพาที่ยั่งยืน  ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล ตัวแทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อน “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทพาที่ยั่งยืน” โดยมี ภารณี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมืองเป็นวิทยากร  ภารณีกล่าวว่าการปรับปรุงการจัดทำข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินผังเมืองรวมเหมือนกับการจัดทำผังเมืองใหม่ ที่อาจทำให้มีการนำพื้นที่เกษตรกรรมไปใช้เพื่อการอุตสาหกรรม โดยเปิดช่องให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมได้  ซึ่งทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

อันที่จริง ทางการมีโครงการที่จะพัฒนาพื้นที่ 3 ตำบลของอำเภอจะนะที่อยู่ติดกันจนถึงตำบลสะกอมของอำเภอเทพา เพื่อจัดทำนิคมอุตสาหกรรม แต่ขณะนี้รอผลการศึกษาอยู่ แต่ข้อกังวลใหม่ของชาวเทพาคือ การสร้างรูปเจ้าแม่กวนอิมที่สูงที่สุดในโลกเพื่อเป็นแลนด์มาร์กสำหรับดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อน ที่ชี้ถึงความสำคัญของการผังเมือง