หน้าแรก การเมือง สนธิญาร้อง กก...

สนธิญาร้อง กกต.สอบ ‘อุ๊งอิ๊ง’ บินฮ่องกงพบพ่อ ขัด กม.พรรคการเมือง ชี้ผิดจริงโทษยุบพรรค

27.12.22 | 12:33 น.

‘สนธิญา’ ร้อง กกต.สอบ ‘อุ๊งอิ๊ง’ บินฮ่องกงพบ ‘ทักษิณ’ ขัดกฎหมายพรรคการเมือง ชี้หากผิดจริงโทษถึงยุบพรรค-ตัดสิทธิทางการเมือง

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 27 ธันวาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้ กกต.ไต่สวน วินิจฉัย และพิจารณาในเบื้องต้น กรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ้ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เดินทางไปพบ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง โดยนายสนธิญากล่าวว่า แม้มีหลายคนถามว่าทั้ง 2 คนเป็นพ่อลูกกัน ทำไมไม่ร้องตั้งแต่ 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโดยเหตุผลและหลักการคือ ขณะนั้น น.ส.แพทองธารยังไม่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมของพรรคเพื่อไทย และขณะนั้น น.ส.แพทองธารไม่ได้เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย รวมทั้งตลอด 4-5 ปี น.ส.แพทองธารไม่ได้เป็นผู้ประกาศนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ แม้ในเรื่องของสายเลือดพ่อลูกตัดกันไม่ได้ แต่ในเรื่องของกฎหมายจะต้องเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

นายสนธิญากล่าวอีกว่า ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 45 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทำการ หรือส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนคุกคามความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งคำว่าศีลธรรมอันดีคือหลักแห่งการประพฤติปฏิบัติดี ต้องยอมรับว่านายทักษิณเป็นอดีตนายกฯที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ และมีคำพิพากษาจำคุก 10 ปี

แต่การที่ น.ส.แพทองธารที่มีตำแหน่งเป็นถึงประธานประกาศนโยบาย เป็นถึงหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย จึงเป็นคนหนึ่งที่เป็นไปตามมาตรา 45 ดังกล่าว โดยกรณีนายทักษิณไลฟ์เข้ามาในประเทศไทยทุกวันอังคารนั่นคือการก่อกวนหรือไม่อย่างไร หรือประเด็นศีลธรรมอันดีของประชาชน ก็คือประเด็นที่ว่า ถ้านายทักษิณบริสุทธิ์ ยุติธรรม และเชื่อมั่นในความสุจริตของท่าน ก็ต้องกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการแห่งกฎหมาย ด้วยเหตุผลทั้งหมดจึงขอให้ กกต.วินิจฉัยตีความในประเด็นดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 44, 45, 28, 29 และบทกำหนดโทษตามมาตรา 92(3)(4) คือยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง หากมีความผิดจริง

Advertisement

“ผมไม่เคยร้องอุ๊งอิ้งที่ไปหาพ่อ ไปหานายทักษิณเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว แต่เหตุผลที่ผมต้องร้องอุ๊งอิ้งในขณะนี้ที่ไปหานายทักษิณที่ฮ่องกง ก็เพราะอุ๊งอิ้งเป็นคนหนึ่งในการบริหารของพรรคเพื่อไทยไปแล้ว และนอกจากนั้น ในช่วงเวลาที่นายทักษิณมาอยู่ที่ฮ่องกงนั้น ผมอยากให้ กกต.ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่ามี ส.ส.คนใดคนหนึ่งเดินทางไปฮ่องกงในเวลานั้นหรือไม่อย่างไร รวมทั้งขอให้ตรวจสอบรูปภาพที่เขียนคำว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี ส.ส.หลายคนบอกว่าเป็นลายมือของนายทักษิณนั้น จริงเท็จหรือไม่ ขอให้ กกต.วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ผมไม่ได้บอกว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่บอกว่าการกระทำมันคาบเกี่ยว ดังนั้น เป็นหน้าที่ กกต.ที่จะต้องพิจารณาวินิจฉัย” นายสนธิญากล่าว

เมื่อถามว่าในมุมมองของการร้องเรื่องนี้หมายถึงการเดินทางไปหาพ่อของ น.ส.แพทองธาร เป็นเรื่องผิดศีลธรรมอันดีใช่หรือไม่ นายสนธิญากล่าวว่า การเดินทางไปหาพ่อไม่ผิด แต่สถานะของบุคคลขณะนั้นอยู่ในสถานะอะไร เมื่อมีสถานะอะไรก็ต้องไปคาบเกี่ยวกับกฎหมาย ก็ต้องไปดู อย่างกรณีมาตรา 45 ที่ห้ามในเรื่องสนับสนุนส่งเสริม หากบุคคลนั้นก่อกวน คุกคาม หรือขัดศีลธรรมอันดี ซึ่งกรณีนายทักษิณถูกออกหมายจับ ศาลสั่งจำคุก 10 ปี และเป็นผู้ต้องหาที่หนีคดี เป็นศีลธรรมอันดีหรือไม่อย่างไร ซึ่งจุดนั้น กกต.ต้องวินิจฉัย