ฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอก รบ.ตาม ม.152 ภายใต้ยุทธการ ‘ถอดหน้ากากคนดี’ ฟาก ‘ชวน’ คาดกลาง ม.ค.66 ชัดเคาะวันอภิปราย
วันที่ 28 ธันวาคม ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคประชาชาติ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ พร้อมด้วย ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และคณะรัฐมนตรี โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภารับญัตติจาก ส.ส.ฝ่ายค้าน

นพ.ชลน่านกล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกันยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลโดยไม่ลงมติ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 152 ภายใต้ยุทธการ “ถอดหน้ากากคนดี” เนื้อหาที่จะอภิปราย จะชี้ให้เห็นถึงการบริหารงานราชการแผ่นดินที่บกพร่อง ไม่ได้ทำตามคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
“ตามที่สื่อมวลชนมอบฉายาให้รัฐบาลหน้ากากคนดี ฝ่ายค้านจะขอกระชากหน้ากาก อภิปรายเจาะลึกทุกประเด็นให้เห็นว่าภายใต้หน้ากากคนดีที่อยู่มา 8 ปี เนื้อแท้ของคนดีที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองนั้นเป็นอย่างไร ถือเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า การอภิปรายครั้งนี้ ส.ส.ลงมติไม่ได้ แต่ประชาชนจะได้ร่วมตรวจสอบ ได้ดูว่า คนดีนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำไปตัดสินใจในการเลือกตั้งปี 2566” นพ.ชลน่านกล่าว

ด้านนายพิธากล่าวว่า การอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นการอภิปรายในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาล ถึงแม้ ส.ส.จะโหวตไม่ได้ แต่ประชาชน สามารถนำไปตัดสินใจโหวตแทน ส.ส.ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ด้านนายชวนกล่าวภายหลังรับญัตติจากพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า ช่วงเวลาการอภิปราย น่าจะหลังจากกลางเดือน ม.ค.66 ไปแล้ว เพราะต้องไปหารือฝ่ายรัฐบาลว่ามีความพร้อมทางเวลาเมื่อไหร่ ถึงจะมีการบรรจุญัตติเข้าสภา นอกจากนี้ ก่อนกลางเดือน ม.ค.66 จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาตามที่ฝ่ายค้านเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ตัดอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ และการโหวตเลือกนายกฯให้มาจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมา หรือมาจาก ส.ส.ในสภาเท่านั้น
สำหรับเนื้อหาในญัตติระบุถึงการบริหารราชการแผ่นดินของ ครม.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ตลอด 3 ปีกว่าที่ไม่ได้ปฏิบัติตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน 12 ข้อ อาทิ ปัญหาด้านเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาการทุจริตและยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ปฏิบัติตามที่แถลงไว้ ปล่อยให้พรรคการเมืองดำเนินการและแก้ปัญหากันเอง รวมถึงปัญหาสังคมและอาชญากรรมที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

