สถานีคิดเลขที่ 12 : โกรธกระจก
ยังเป็นโฆษณาทีวีที่เป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ จดจำกันได้ดี กับประโยคที่แม่มดถามกระจกวิเศษว่า “กระจกวิเศษจงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพีนี้” แล้วกระจกดันตอบว่า “อ๋อ สโนไวท์นะสิ งามเลิศในปฐพี ไม่มีใครเทียบเทียม”
ทำเอาแม่มดโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
จะว่าไปแล้ว กระจกเป็นเครื่องสะท้อนภาพความเป็นจริง ที่ทุกคนใช้ในชีวิตประจำวัน ใครดูดีดูไม่ดี ก็ส่องมองตัวเองได้จากกระจก
คนเราแทบทุกคน ตื่นนอนขึ้นมา ก็มองหากระจก เพื่อดูหน้าตามีปัญหาอะไรหรือไม่ พอดูรู้แล้ว ถ้าไม่พอใจก็แต่งแก้กันไป
คงไม่มีใคร ที่ส่องกระจกแล้วเห็นตัวเองแบบไม่พอใจ แล้วจะไปโกรธกระจก ทุบตีกระจก
เพราะหน้าที่กระจก ไม่สามารถโกหกอะไรได้ เหมือนมุขโฆษณาแม่มดกับสโนไวท์
สื่อมวลชนก็เช่นกัน เขาเปรียบกันว่าเป็นกระจกสะท้อนสังคมที่ดีที่สุด เห็นภาพรวมของประเทศชาติ บอกให้รู้ว่าประชาชนทุกข์ยากกันขนาดไหน
ผู้บริหารประเทศชาติที่ชาญฉลาด ดูสื่อแล้วเห็นภาพในกระจก ก็รีบปรับแก้ไปตามปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนพึงพอใจ ตนเองก็ดูดีไปด้วย
ยิ่งในยุคประชาธิปไตย สังคมมีเสรีภาพ จะมีมากน้อยแค่ไหน เขาก็ชี้วัดที่เสรีภาพของสื่อมวลชน
เสรีภาพสื่อ ก็คือ เสรีภาพประชาชน
สื่อสามารถสะท้อนความจริงสะท้อนความทุกข์ยากของประชาชนได้มากเท่าไหร่ ก็หมายความว่า จะเป็นปากเสียงให้ประชาชนได้มากเท่านั้น เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารประเทศต้องเร่งการทำงานเพื่อชีวิตปากท้องชาวบ้าน พ้นจากความยากลำบาก
ตรงกันข้าม ในยุคเผด็จการ มีปฏิวัติรัฐประหารเมื่อไหร่ เป็นต้องสั่งปิดสื่อ
คงกลัวภาพตัวเองในกระจก กลัวสะท้อนเสียงของประชาชนที่ไม่พึงพอใจคนผูกขาดอำนาจ
มีแต่เผด็จการบ้าอำนาจ ที่ทุบกระจกทิ้ง เพราะไม่ต้องการภาพสะท้อนความจริง
วันก่อน ได้ยินเสียงแข็งกร้าวไม่พอใจ ภาพสะท้อนจากสื่อ ผ่านการตั้งฉายาบุคคลในรัฐบาล ที่ทำเป็นประจำในทุกเทศกาลสิ้นปี
ไม่ยอมรับฉายา ไม่พอใจว่านี่เป็นประเพณีบ้าบออะไร
เขาก็ตั้งฉายาเช่นนี้ให้กับทุกรัฐบาล ไม่เคยมีใครโกรธถึงขั้นบอกว่า ประเพณีที่เหมือนบทสรุปประจำปี คือ ประเพณีบ้าบอ
อย่างที่บอกนั่นแหละ สื่อมวลชนคือกระจกสะท้อนสังคม
คนปกติทั่วไป เห็นภาพสะท้อนของตัวเองแล้ว ก็ลงมือปรับแก้ให้ดูดีขึ้น
มีแต่ผู้บริหารประเทศจิตใจไม่เป็นประชาธิปไตย หรือถ้าเล่นมุขสนุกสนานหน่อยก็ต้องว่า จิตใจแบบแม่มดกับสโนไวท์
โกรธใส่กระจกที่บอกว่า สโนไวท์สวยสุดในปฐพีนี้
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

