การเมืองร้อนปีใหม่ เดิมพันสูง 2 ขั้วลุยสู้ ชิงเสียงส.ส.จัดตั้งรบ.

1.01.23 | 13:41 น.

การเมืองหลังปีใหม่ 2566 จะมีความเข้มข้น ร้อนแรงมากยิ่งขึ้น ยิ่งในช่วงนับถอยหลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะครบวาระการทำหน้าที่ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม 2566 นั้น ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศชัดเจนว่าจะไปต่อในทางการเมืองกับ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่สวมหมวกเป็นหัวหน้าพรรค รทสช. และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค รทสช. จัดเตรียมพรรคและผู้สมัคร ส.ส. เพื่อรอให้ พล.อ.ประยุทธ์ นำทัพขับเคลื่อน

การเปิดหน้าชัดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะตัวแทนของฝั่งอนุรักษนิยม ผ่านการขับเคลื่อนด้วยพรรค รทสช. ช่วยทำให้พรรค รทสช.กลับมามี “เรตติ้ง” และ “คะแนนนิยม” มีราคาในทางการเมืองดีดตัวกลับมาอยู่ในแดนบวก สร้างความหวังให้กับกองเชียร์ และแฟนคลับพอมีความเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมาเป็นผู้นำของขั้วพรรคร่วมรัฐบาลเดิมในการจัดตั้งรัฐบาล

เพราะกติกาในการเลือกนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน ที่คัดเลือกมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังมีอำนาจตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ในการร่วมโหวตเลือกนายกฯ ร่วมกับ ส.ส.ได้เป็นครั้งสุดท้าย จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้กับขั้วพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ มีความมั่นใจว่าจะได้ไปต่อภายหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ขอเพียงแค่รวมเสียง ส.ส.ให้ได้ก๊อกแรก คือ 125 เสียง เพื่อมารวมกับ ส.ว. 250 คน เพื่อตั้งนายกฯให้ได้ก่อน จากนั้นจึงใช้เทคนิคทางการเมืองรวมเสียงสู้กับขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม

แต่ด้วยกติกาการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะกลับมาใช้ บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หารด้วย 100 แบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน

ปัจจัยชี้ขาดผลแพ้-ชนะเลือกตั้ง คือ ส.ส.แบบเขต ที่มีถึง 400 ที่นั่ง กระจายทั่วทุกภาค

Advertisement

โดยผู้ชนะ ส.ส.เขต คือ ผู้ที่ได้คะแนนในอันดับที่ 1 ส่วนผู้ที่ได้อันดับที่ 2 ลงมา จะไม่สามารถนำคะแนนไปคำนวณให้พรรคได้เหมือนกับการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว เพราะทุกคะแนนตกน้ำหมด เพราะการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะคิดจากคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับผ่านบัตรเลือกตั้งอีกใบ

ความหวังและเป้าหมายของพรรค รทสช. คือ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะไม่ง่ายเหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ และแกนนำพรรค รทสช.วางเป้าหมายไว้ เพราะด้วยผู้สมัคร ส.ส. ที่ยังไม่ได้มีผู้สมัครชนิดเกรดเอ มีคะแนนนิยมในตัวเอง อีกทั้งเท่าที่เปิดตัวมาจะมีแต่พวกอดีตผู้สมัคร ส.ส. ขณะที่ ส.ส.ปัจจุบัน ทั้งกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ กทม. และภาคกลางบางส่วน ที่หวังอาศัยกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.อีกครั้ง ก็ยังไม่แน่ว่าด้วยความที่ พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯมา 8 ปี เรตติ้งและคะแนนนิยมไม่ได้สูงเท่ากับการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ประกอบกับอาการเบื่อคนเก่า อยากจะเปลี่ยนผู้นำคนใหม่เข้ามาบริหารประเทศ จะฝ่าด่านการเลือกตั้ง ได้เสียง ส.ส.ตามเป้าหมาย คือ 100 เสียง เพื่อให้มีความชอบธรรมในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

ขณะที่ขั้วพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มี พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำ พร้อมกับประกาศยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ให้ได้เสียง ส.ส.มากกว่า 253 เสียงเพื่อความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ย่อมต้องเปิดหน้าสู้อย่างเต็มที่ เนื่องจากห่างเหินจากการเป็นรัฐบาลมากว่า 8 ปีแล้ว เพื่อชิงกระแสสังคม ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเทคะแนนให้กับพรรค เพื่อให้บรรลุเป้าหมายชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ผ่านปัจจัยหลักที่เป็นจุดแข็ง ทั้งตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นโยบายพรรคด้านการแก้ไขเศรษฐกิจและปากท้อง และตัวผู้สมัคร ส.ส.ที่มีฐานเสียงเข้มแข็ง ที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดผลแพ้-ชนะการเลือกตั้ง

นับจากนี้ไปสู่การเลือกตั้ง หากรัฐบาลอยู่ครบวาระ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 ทั้งสองขั้วการเมืองที่มีเดิมพันสูง คือ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง โดยขั้วของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ภายใต้พรรค รทสช. ย่อมต้องใช้ทุกสรรพกำลังทั้งกลไกอำนาจรัฐ และทรัพยากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนำไปสู่ชัยชนะเลือกตั้ง เพราะตัวช่วยพิเศษอย่าง ส.ว.ทั้ง 250 คน สามารถร่วมโหวตเลือกนายกฯได้เป็นครั้งสุดท้าย

แม้ขั้วของ พล.อ.ประยุทธ์ จะรวมเสียง ส.ส.สู้เพื่อโหวตให้ได้ตัวนายกฯ แต่ความชอบธรรมในทางการเมืองย่อมจะไปต่อลำบาก หากจะดึงดันเดินหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มี ส.ส.ไม่ถึง 250 ส.ส. ย่อมจะจอดป้ายบริหารงานต่อไม่ได้ เพราะไม่มีเสียงข้างมากของ ส.ส.โหวตให้กฎหมายสำคัญของรัฐบาล รวมทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผ่านไปได้

การเลือกตั้งครั้งหน้าตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ย่อมต้องก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองอยู่ที่ว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับขั้วการเมืองไหน

ส่วนการวางกลยุทธ์และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของแต่ละขั้วการเมือง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการชนะเลือกตั้ง ถือเป็นการบ้านที่แกนนำและคีย์แมน ของแต่ละพรรค

ต้องไปหาคำตอบกันเอง

เพราะคณิตศาสตร์การเมือง อย่างผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุด ว่าขั้วการเมืองไหนจะได้ “ไปต่อ” หรือ “พอแค่นี้”