เริ่มปีใหม่แล้ว ปีนี้อีเวนต์ใหญ่ของประเทศคือ “การเลือกตั้งทั่วไป” ที่ผลจะกำหนดว่าใครได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้นำบริหารประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากพรรคไหนจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคไหนจะเข้ามาร่วมมีอำนาจในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล
ความหมายของ “การเลือกตั้ง” ในมุมของ “การต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจ” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า “คู่ต่อสู้” เป็นระหว่าง 2 ฝ่ายความคิด
ฝ่ายแรก “กลุ่มสืบทอดอำนาจ”
อีกฝ่าย “กลุ่มอำนาจประชาชน”
ความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม 2 ฝ่ายนี้อยู่ในการให้น้ำหนักต่อเงื่อนไขปัจจัยที่ใช้เพื่อเปิดโอกาสให้ครอบครองอำนาจ
“กลุ่มสืบทอดอำนาจ” มุ่งที่การใช้ “กฎกติกา” และ “กลไก” ที่กำหนดและจัดตั้งไว้ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะอยู่ในสถานะได้เปรียบ ด้วยความเป็นเจ้าของกติกาและคณะผู้มีอำนาจในองค์กรตามกติกา
เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรกับ “ผลการเลือกตั้ง” นัก งานสร้าง “พรรคการเมือง” ของกลุ่มนี้เป็นแค่พอให้อาศัยกติกาเป็นเครื่องมือส่งผู้อำนาจเท่านั้น ไม่ได้จริงจังอะไรกับการให้ราคากับเสียงประชาชนส่วนใหญ่
เชื่อกระทั่งมีแม้พรรคที่อาศัยเข้าสังกัดจะมีผู้ได้รับการเลือกตั้งมาแค่ 25 คน ตามที่กติกากำหนดว่ามีสิทธิเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ ก็พอแล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องการจัดการอำนาจด้วยกติกาและกลไกที่สถาปนาไว้เพื่อสนองการสืบทอดอำนาจ
มีการประเมินไปไกลว่า ถึงที่สุดแล้วหากจำเป็นจะต้องใช้กติกา และกลไกถึงขั้นเป็นอาวุธจัดการคู่ต่อสู้ก็จะทำเหมือนที่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็นให้ใบแดงผู้สมัครเพื่อลดจำนวน ส.ส.ของพรรคคู่แข่ง หรือถึงขั้น “ยุบพรรค-ตัดสิทธิการเมือง” ก็เป็นเรื่องที่ยังมีการพูดถึง และก่อความหวาดระแวงว่าจะเป็นไปได้
กลุ่มนี้สร้างความมั่นใจให้ทุนสนับสนุนพรรคด้วยการสร้างความเชื่อว่าประเทศไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “สืบทอดอำนาจ”
เพราะ “กลุ่มสืบทอดอำนาจ” เท่านั้นที่ถูกกำหนดให้สานต่อภารกิจที่ทำให้เชื่อว่าเป็นอื่นไปไม่ได้
เชื่อว่าประเทศไม่มีหนทางอื่น
ขณะที่ “กลุ่มอำนาจประชาชน” มีความหวังว่า “การเลือกตั้งทั่วไป” จะเป็นโอกาสให้ “พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง” ได้ ส.ส.เข้ามามากที่สุด ได้จัดตั้งรัฐบาลมีอำนาจบริหารจัดการประเทศ
เครื่องมือที่จะขึ้นสู่อำนาจของกลุ่มนี้มีอยู่อย่างเดียวคือ “ความเชื่อถือศรัทธา คะแนนนิยมจากประชาชน” ซึ่งจะต้องแลกมาด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ไม่ว่าจาก “ผลงานในอดีตของพรรค-ผู้นำ ผู้บริหาร ตัวบุคคลที่พรรคนำเสนอ และนโยบายที่ทำให้เกิดความหวังในการพัฒนาประเทศชาติ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
กลุ่มนี้ไม่มีหนทางอื่นเลย นอกจากทำให้ได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนมากที่สุด จะต้องเป็นพรรคที่มากพอที่จะหยุดยั้งพลังอำนาจของ “กติกา” ที่เสียเปรียบ และ “กลไก” ที่พร้อมจะถล่ม ทำลายได้
จาก ส.ส. 500 คนเชื่อกันว่ากระทั่งได้รับเลือกเข้ามาแค่ครึ่งหนึ่งคือ 250 เสียงก็ยังไม่พอ เสียงจะทำให้รู้สึกปลอดภัยบ้างต้องอยู่ที่ 275 ส.ส.ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย
นี่คือ “การเลือกตั้ง” ที่เป็นอีเวนต์ใหญ่ของปีนี้ ซึ่งชัดเจนว่าจะส่งผลต่อชะตากรรมของประเทศว่าจะเดินหน้าไปทิศทางไหน
ระหว่าง “สืบทอดอำนาจ” ที่ใช้มาและเห็นผลแล้วว่าเป็นอย่างไรตลอดกว่า 8 ปีที่ผ่านมา กับ “อำนาจของประชาชน” ที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อต่อสู้กับ “กติกา” และ “กลไก” ที่สนองต่อ “อำนาจผูกขาด” นั้น
อย่างไรก็ตาม “การเลือกตั้ง” ยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นพวก “เป็นอะไรก็ได้” ขอให้โอกาสในอำนาจ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นแกนนำ พร้อมจะเข้าร่วมทั้งนั้น เข้าร่วมเสนอตัวให้ประชาชนเลือกด้วย
กลุ่มนี้มีไม่น้อย และมีอิทธิพลสูงถึงขั้นการตัดสินใจเลือกข้างของพวกเขาจะเป็นข้อสรุปของทิศทางชะตากรรมประเทศ คือร่วมกับฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นจะได้เป็นรัฐบาลครองอำนาจ
ปีใหม่แล้ว อีกไม่กี่เดือนจะมี “การเลือกตั้งทั่วไป” ที่จะส่งผลต่อชะตากรรมของประเทศ
เหมือนกันว่า “ประชาชน” จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้ชะตากรรมของประเทศเป็นอย่างไร
แต่ก็น่าตั้งคำถามไม่น้อยว่า “จริงหรือที่สิทธินั้นเป็นของประชาชน”

