หน้าแรก การเมือง ก้าวไกล-เพื่อ...

ก้าวไกล-เพื่อไทย จัด 30 ขุนพลอภิปราย ม.152 หวังเด็ดบิ๊กตู่ ปมทุจริต-ปากท้อง

31.12.22 | 07:33 น.

ก้าวไกล-เพื่อไทย จัด 30 ขุนพลอภิปราย ม.152 หวังเด็ดบิ๊กตู่ ปมทุจริต-ปากท้อง

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ว่า สำหรับประเด็นที่จะใช้ในการอภิปรายพรรคร่วมฝ่ายค้านหารือร่วมกันมาตลอด และครั้งนี้เป็นการอภิปรายรัฐบาลในภาพรวม แต่ในข้อเท็จจริงจะมีรายละเอียดของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเพิ่มเติม พรรค ก.ก.ไม่ได้เอารัฐมนตรีเป็นตัวตั้ง แต่เริ่มจากการที่ให้ ส.ส.นำเสนอประเด็นและข้อเสนอการแก้ปัญหาในเรื่องนั้นตามกรอบนโยบายของพรรค เบื้องต้นได้กลุ่ม ส.ส.ที่จะอภิปรายมาจำนวนหนึ่งแล้วคือประมาณ 15 คน แต่ยังไม่ได้หารือกันกับวิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาลหรือตัวแทนจากประธานสภา เพราะยังไม่รู้ว่าทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีความพร้อมเมื่อไหร่ รวมถึงกรอบระยะเวลาที่จะได้ใช้ในการอภิปราย หากมีเวลา 4-5 วัน เราก็พร้อมที่จะใช้ ส.ส.อภิปราย 15 คน แต่หากไม่ถึงก็จะมาดูกันอีกครั้งว่าจะอภิปรายกี่คน

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้แทบจะไม่แตกต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีการลงมติ ขาดแค่ไม่ได้มีการยกมือเท่านั้น เพราะมีทั้งประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งจะต้องรอดูว่าอาจจะมีตั๋วอีกรอบหนึ่งที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าตั๋วภาคหนึ่ง และตั๋วภาคสอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องปากท้อง และการเกษตรที่จะถูกพูดถึงมากขึ้นในรอบนี้ รวมถึงกระบวนการยุติธรรม และเรื่องการเมือง ขณะเดียวกันยังมีประเด็นอดีตรัฐมนตรี และองคาพยพที่ไปเกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ เพราะทุกครั้งหลังการอภิปรายพรรคฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังองค์กรอิสระ แต่กลับไม่มีความคืบหน้า เราจึงใช้โอกาสนี้ซักฟอก และในตอนท้ายพรรค ก.ก.จะนำเสนอแนวทางให้รัฐบาลนำไปแก้ไข เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน หากไม่รับไปทำพรรค ก.ก.จะนำไปใช้เป็นนโยบายหาเสียงเมื่อได้เป็นรัฐบาล

เมื่อถามว่า หากดูจากญัตติมีความเป็นไปได้ที่จะสะเทือนถึงผลการเลือกตั้งหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ความจริง นั่นจะเป็นผลที่จะตามมามากกว่า เพราะการอภิปรายทั่วไปจะมีทั้งส่วนที่พูดถึงปัญหา และการเสนอแนะ แต่ย้ำว่าเป้าหมายของพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ หากรัฐบาลรับข้อเสนอไปแก้ไขจริง แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะหากเกิดการยุบสภา จะยังมีรัฐมนตรีที่รักษาการเพื่อทำงานต่อได้ ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งพบมากขึ้นในช่วงปลายรัฐบาล เช่น การใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้ได้เงินที่จะใช้ในการหาเสียง หากเนื้อหาดี ความจริงไม่ต้องให้ยกมือ รัฐมนตรีคนนั้นคงต้องแสดงความรับผิดชอบบางอย่าง อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถทำให้แต่ละพรรคร่วมรัฐบาลไปถอดถอนรัฐมนตรี หรือส่งผลสะเทือนต่อตำแหน่งได้ แต่จะทำให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่า ฉายาที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลตั้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า แปดเปื้อน โดยข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น และอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พรรค พท.ได้เตรียมขุนพลในการอธิบายไว้ประมาณ 15 คน และมีข้อมูลครบแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการซ้อมอภิปราย เพื่อให้การอภิปรายมีน้ำหนักมากขึ้น โดยจะเน้นอภิปรายไปที่นายกรัฐมนตรีเป็นหลัก เพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ทั้งนี้การอภิปรายตามมาตรา 152 สามารถอภิปรายรัฐมนตรีได้ทั้งคณะ และเป็นการอภิปรายภาพรวมไม่ได้เจาะจงรัฐมนตรี ส่วนระยะเวลาการอภิปรายคาดว่า 3 วันน่าจะเหมาะสม เพราะเดิมได้แค่ 2 วัน แต่ครั้งนี้ปัญหาการบริหารราชการของรัฐบาลมีปัญหาจึงต้องได้รับคำแนะนำ และได้รับการแก้ไขเพราะการอภิปรายตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 152 เป็นการชี้ให้เห็น และให้คำแนะนำเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อปัญหามากก็ต้องใช้เวลาพอสมควร

เมื่อถามว่า หากดูจากญัตติมีความเป็นไปได้ที่จะสะเทือนถึงผลการเลือกตั้งหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า มีผลเพราะเราจะชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดและความล้มเหลว ซึ่งรัฐบาลเดินทางมาถึงปลายทางแล้ว คิดว่าเวลาที่เหลือแค่ 2 เดือนกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหวังให้รัฐบาลมาแก้ไข แต่อย่างน้อยที่สุดบางเรื่องที่จะเกิดความเสียหาย ก็ไม่ควรจะทำต่อฉะนั้นเชื่อว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ และจะสั่นสะเทือนรัฐบาลได้ โดยพรรค พท.ได้แบ่งประเด็นการอภิปรายประมาณ 10 ด้าน เช่น การไม่สามารถทำตามนโยบายที่บอกไว้กับประชาชนได้ บางนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ควรเดินหน้าต่อ และการทำงานของรัฐบาลที่ส่อไปในทางทุจริต

Advertisement