สแกนงาน‘กทม.’ปี’65 เดินหน้าสานต่อสู่ ปี’66
หมายเหตุ – สรุปผลงานกรุงเทพมหานคร ภายใต้การนำของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง 1 มิถุนายน 2565 นำเสนอนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี ประกอบด้วย ด้านปลอดภัยดี ด้านสุขภาพดี ด้านสิ่งแวดล้อมดี ด้านเรียนดี ด้านบริหารจัดการดี ด้านเดินทางดีด้านโครงสร้างดี ด้านเศรษฐกิจดี และด้านสร้างสรรค์ดี รวมถึงแผนงานในปี 2566 “กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่”
เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ ทะลวงท่อ ลอกคลอง ป้องกันท่วมเต็มสูบ
ผลงานหลักด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดูแลโดยวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. มีการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ มีการลอกท่อระบายน้ำไปแล้ว 3,357 กม. ขุดลอกคลอง 159 กม. ปรับปรุงบ่อสูบน้ำ 12 แห่ง เพิ่มเครื่องสูบน้ำ 18 ตัว ปรับปรุงซ่อมแซมสถานีสูบน้ำ 23 แห่ง และอุโมงค์ระบายน้ำ ซ่อมแซมและสร้างคันกั้นตามจุดฟันหลอ 21 แห่ง
ส่วนในปี 2566 จะมีการลอกท่อระบายน้ำ 3,875 กม. ขุดลอกคลอง 183 กม. ปรับปรุงบ่อสูบน้ำ 69 แห่ง เพิ่มเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 124 ตัว ปรับปรุงซ่อมแซมสถานีสูบน้ำ 39 แห่ง เพิ่มเครื่องสูบน้ำที่สถานีสูบน้ำ 30 ตัว พร้อมปรับปรุงอุโมงค์ระบายน้ำ ซ่อมแซมและสร้างคันกั้นตามจุดฟันหลอ 25 แห่ง
เบรก PM2.5 เนรมิตกำแพงกันฝุ่น เพิ่มสวน 15 นาที กว่า 600 ไร่
สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม กทม.กำหนด16 มาตรการ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ผู้ว่าฯ ชัชชาติให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากส่งผลกระทบทั้งสุขภาพและเชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจ มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำมาตรการทั้งหมดไปปฏิบัติจริง รวมถึงตรวจและแก้ไข เริ่มจากการหาสาเหตุของปัญหาฝุ่นละอองมีหลายปัจจัย โดยสำนักงานเขตและสำนักที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่สำรวจปัญหาของฝุ่น
มีการติดตามใกล้ชิดอย่างมากโดย รองผู้ว่าฯกทม. จักกพันธุ์ ผิวงาม ลงพื้นที่ย้ำบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจรถยนต์ รถประจำทาง รถบรรทุก 58,711 คัน ตรวจโรงงาน แพลนต์ปูน ไซต์ก่อสร้าง ถมดิน 1,900 แห่ง ติดตาม BKK Clean Air Area ตรวจสอบแหล่งกำเนิดทุกแห่งอย่างน้อย 2 ครั้งต่อเดือน มีการแก้ไขสั่งปรับปรุงโรงงาน แพลนต์ปูนไซต์ก่อสร้าง ถมดิน 41 ครั้ง สั่งแก้ไข-ห้ามใช้รถยนต์ รถประจำทาง รถบรรทุก 1,020 คัน สั่งปรับปรุงโรงงาน แพลนต์ปูน ไซต์ก่อสร้าง ถมดิน 41 ครั้งโดยมีจุดวัดค่าฝุ่นในพื้นที่ กทม. 70 จุด ผ่าน App AirBKK และมีการใช้ Traffy Fondue แจ้งจุดกำเนิดฝุ่น
สำหรับอนาคตอันใกล้ กทม.จะร่วมมือกับแอพพลิเคชั่น LINE เพื่อรายงานค่าฝุ่นในแต่ละจุด นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน 2566 กรมควบคุมมลพิษ จะลดค่ามาตรฐาน PM2.5 เหลือ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากเดิมกำหนด ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ย ฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 27 ไมโครกรัม/ลบ.ม.
นอกจากนี้ นโยบาย “สวน 15 นาที” เพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างกำแพงกรองฝุ่นที่ประชาชนเดินเท้าเข้าถึงได้ภายใน 15 นาที คืบหน้าไปมาก สำนักงานเขตและสำนักสิ่งแวดล้อม จัดหาพื้นที่ทำสวน 15 นาที ได้แล้ว98 แห่ง เนื้อที่ประมาณ 641 ไร่ แบ่งเป็น ที่ดิน กทม. 39 แห่ง หน่วยงานรัฐ 34 แห่ง และเอกชน 25 แห่ง เปิดให้บริการแล้ว 13 แห่ง ได้แก่ 1.สวนหน้าคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลฯ 2.สวนหย่อมดับเพลิงสุทธิสาร 3.สวน Vadhana Pocket Park ซอยทองหล่อ 10 4.สวนหย่อมซอยสุขุมวิท 62/3 ใกล้กับโรงแรมคอนวีเนียนพาร์ค 5.สวนหย่อมซอยวชิรธรรมสาธิต 27 (ชุมชนหมู่บ้านทับแก้ว) 6.สวนหย่อมพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก (เขตบางรัก) 7.สวนสุขใจ 8.สวนจุดพักรถลาดกระบัง 9.ยูเทิร์นเพลินใจ ทางกลับรถใต้สะพานบางขุนศรี 10.ที่ว่างชุมชนการเคหะธนบุรีโครงการ 1 ส่วน 4 11.สวนสมเด็จย่า บางขุนเทียน 12.ลานอเนกประสงค์ สวนสุขเวชชวนารมย์ และ 13.สวนบางบอนสุขใจ
จัดระเบียบแผงลอย ยาก แต่สำคัญ-ขยะ ย้ำคัดแยก
สำหรับอีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ หาบเร่แผงลอย มีการเร่งจัดระเบียบอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หน้าตัก รองผู้ว่าฯ จักกพันธุ์ ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก ปัจจุบัน กทม.มีจุดผ่อนผันทั้งหมด 95 จุด ดำเนินการแล้วเสร็จ 55 จุด กำลังดำเนินการ 31 จุด ขอทบทวน 9 จุด และนอกจุดผ่อนผันทั้งหมด 618 จุด มีการสำรวจนอกจุดผ่อนผัน 50 เขต ผู้ค้า 13,964 ราย พร้อมจัดระเบียบให้ผู้ค้าอยู่ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมทั้งมีการเก็บข้อมูลผู้ค้า และขอความร่วมมือทำความสะอาดพื้นที่ทำการ มีพื้นที่ที่ดำเนินการไปแล้ว อาทิ สำนักงานเขตปทุมวัน หน้าอาคารโรเล็กซ์ (ถนนวิทยุ) สำนักงานเขตบางนา หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีบางนา สำนักงานเขตดอนเมือง บริเวณถนนสรงประภา เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังสำรวจพื้นที่ 125 จุด เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์อาหาร (Hawker Center) แบ่งโซนพื้นที่ร่มบังแดดฝนเพื่อความสะดวก จัดให้มีจุดคัดแยกขยะพื้นที่ซักล้างเพื่อความสะอาด พร้อมจัดให้มีพื้นที่ส่วนกลางในการจัดกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน มีพื้นที่นำร่อง Hawker Center 2 จุด ได้แก่ เขตมีนบุรี สวนลุมพินีประตู 5 ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ
สุขภาพ One Stop Service โอบรับเพศหลากหลาย ขยาย Pride Clinic ตัดริบบิ้น ศบส.พลัส
ส่วนประเด็นสุขภาพและความปลอดภัยภายใต้การบริหารจัดการของ ทวิดา กมลเวชช ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติและสาธารณสุข เริ่มต้นด้วยการย้อนกลับไปคิดใหม่ว่าเป้าหมายของประชาชนที่จริงแล้วเป็นเรื่องอะไร และเป็นการทบทวนโครงการเดิมว่ายังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่
ผลงานในปี’65 ด้าน “สุขภาพดี” มีการทำ One Stop Service สามารถขึ้นทะเบียนคนพิการเพียงครึ่งวันที่โรงพยาบาลของ กทม. จากปกติใช้เวลา 2-3 วัน ส่วน Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกล เปิดใช้แล้ว 9 แห่ง มีผู้ใช้บริการ 45,583 ราย รวมถึงระบบ e-Referral หรือระบบการส่งต่อผู้ป่วยออนไลน์ ระหว่างศูนย์บริการสาธารณสุขกับโรงพยาบาล ลดเวลาการตอบรับเหลือไม่เกิน 30 นาที จะเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในเดือนมกราคม 2566 นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีการเปิด Pride Clinic รวม 16 แห่ง ภายในศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. จากเดิมมีเพียง 6 แห่ง
ล่าสุด 29 ธันวาคม 2565 ตัดริบบิ้น เปิด “ศบส.พลัส” เพิ่มศักยภาพบริการเตียงพักรอ นำร่องในศูนย์บริการสาธารณสุขต่างๆ อาทิ ศูนย์บริการสาธารณสุข 19 วงศ์สว่าง, สามเสนนอก, ทับเจริญ และคลองเตย
นอกจากนี้ กทม.มีการจ้างงานคนพิการแล้ว 323 คนพัฒนาทักษะให้กับเจ้าหน้าที่ เช่น นักจัดการเมือง นักสิ่งแวดล้อมเมือง เป็นหลักสูตรระยะสั้น อีกทั้งกระจายอำนาจให้สำนักงานเขต โดยเปิดแซนด์บ็อกซ์ ที่เขตคลองเตย และเขตบางเขน
สำหรับด้านความปลอดภัย มีการเปิดเผยข้อมูลผ่าน BKK Risk Map หรือแผนที่เสี่ยงภัยในกรุงเทพฯ ประกอบด้วย อุทกภัย อัคคีภัย จุดเสี่ยงอันตราย ความปลอดภัยทางถนน และมลพิษทางอากาศ จัดระบบรับมือเหตุเพลิงไหม้ในชุมชน ยกระดับสถานีดับเพลิงทันสมัย พร้อมสร้างเพิ่มอีก 4 แห่ง
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สวัสดิการเด็กพุ่งพรวด ปลดล็อกครู ไม่ทิ้ง‘คนไร้บ้าน’
สำหรับประเด็นการศึกษา เด็กเยาวชน และชุมชน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ คนรุ่นใหม่ เผยว่า ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาได้เปลี่ยนวิธีการทำงานโดยสิ้นเชิงเดิมการทำงานบูรณาการเป็นเรื่องยาก จึงเปลี่ยนการทำงานเอาคนเป็นตัวตั้ง และนำทีมมาสนับสนุนการดำเนินการ
เรื่องสวัสดิการขั้นพื้นฐาน กทม.พยายามทำให้ทุกคนมีสวัสดิการเท่าเทียมที่รัฐจัดการให้ แบ่งตามกลุ่มเป้าหมายเป็นสวัสดิการทั่วถึงสำหรับเด็ก โดยเพิ่มค่าอาหาร เดิม 20 บาท เป็น 32 บาท และอุปกรณ์ศูนย์เด็กเล็ก เดิม 100 บาท เป็น 600 บาท อาหารเช้า/กลางวันฟรี ชุดนักเรียนฟรี ผ้าอนามัยฟรี และลดการใส่เครื่องแบบ
สำหรับคนไร้บ้าน ได้ดำเนินการจัดจุด drop-in 4 จุดเพื่อให้บริการ ตัดผม ซัก อบ อาบ ตรวจสอบสิทธิ สวัสดิการ ตรวจสุขภาพ ลงทะเบียนจ้างงาน ดำเนินการจัดระเบียบการแจกอาหาร และดำเนินการจัดที่อยู่อาศัย ทั้งแบบอยู่อาศัยระยะยาว และแบบอยู่อาศัยชั่วคราว (บ้านพักคนละครึ่ง) ส่วนคนพิการ มีการจ้างงานจำนวน 323 คน พัฒนาระบบ Live Chat AGENT โรงเรียนเรียนร่วม 158 โรงเรียน นำร่องอบรมครูเรียนรวม 2 โรงเรียน การเปิด LINE OA กรุงเทพเพื่อทุกคน : ฐานข้อมูล และสิทธิประโยชน์สำหรับคนพิการ ให้บริการรถรับ-ส่งคนพิการโดยกรุงเทพธนาคม การจัดให้มีอาสาสมัครเทคโนโลยี (อสท.) ประจำชุมชน 266 คน จาก 31 เขตเพื่อทำให้ข้อต่อต่างๆ มีความเข้มแข็งขึ้น โครงการ Food Bank เพื่อส่งต่ออาหารส่วนเกินสู่กลุ่มคนเปราะบาง 10 เขตพื้นที่นำร่อง การส่งเสริมอาชีพโดยสร้างแรงงานตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และสร้างผู้ประกอบการ
ด้านการเรียนรู้ แบ่งเป็นการเรียนรู้ในห้องเรียน ได้ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) คัดกรองเด็กยากจนพิเศษเพื่อขอรับทุนการศึกษา 6,159 คน เพิ่มเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการและการเงินโรงเรียน เพื่อลดภาระงานเอกสารครู และปรับเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะให้เป็นมาตรฐานสากล ด้าน Open Education เปิดโรงเรียนสู่การเรียนรู้ในวิชาที่นักเรียนสนใจ อาทิ เปิดสอน Coding การตัดต่อวิดีโอ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งE-Sport ด้านการกำหนดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) 54 โรงเรียน เพื่อเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนทั้งโรงเรียน และพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา เช่าคอมพิวเตอร์ใหม่ทุกโรงเรียนในรอบ 7 ปี
สำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียน ประกอบด้วย ห้องสมุด 34 แห่ง บ้านหนังสือ 140 แห่ง ลานกีฬา 970 แห่ง ศูนย์กีฬา 12 แห่ง พิพิธภัณฑ์เด็ก 2 แห่ง พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น24 แห่ง ศูนย์เยาวชน 35 แห่ง และสวนสาธารณะ 103 แห่ง เป็นพื้นที่มากมาย กรุงเทพมหานครได้จัดกิจกรรมเติมชีวิตให้พื้นที่เหล่านี้ จัดกิจกรรมมากกว่า 200 ครั้ง ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 500,000 คน
ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กทม.ได้ดำเนินการมากมาย อาทิ การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน เริ่มเพิ่มช่องทางออนไลน์ให้ 93 ร้าน สร้างยอดขายกว่า 1.85 ล้านบาท ผ่านทาง Lazada และการส่งเสริมกิจกรรมตลาดชุมชน พื้นที่ออกร้านตามกิจกรรมและเทศกาลต่างๆ โดยกิจกรรมย่านสร้างสรรค์ตามอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ดำเนินการต่อเนื่อง ประกอบด้วย กลุ่มย่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ย่านพาณิชยกรรมสร้างสรรค์ และย่านชุมชนและวิถีชีวิตสร้างสรรค์ โดยแต่งตั้ง 27 คณะทำงานที่เข้าใจปัญหาจริงจัง
สำหรับทิศทางการทำงานในปี 2566 จะมีการดำเนินการเกี่ยวกับสภาเมืองคนรุ่นใหม่ งานพัฒนาที่อยู่อาศัย, MIB (Made in Bangkok), City Lab, แพลตฟอร์มจองพื้นที่สาธารณะ และ Sandbox โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และหลักสูตรการฝึกอาชีพ เป็นต้น
ปรับระบบจัดจ้าง ไม่เอา‘ช่องทางพิเศษ’ จัด Zero Based ยุติใช้งบเปล่าประโยชน์
ปิดท้ายที่ประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่น มีการปรับระบบการจัดซื้อจัดจ้างเน้นให้โปร่งใส ไม่ใช้ช่องทางพิเศษ ลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่างๆ โดยการยื่นผ่านทางออนไลน์ รวมถึงใช้กลไกทางอ้อมด้วยการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ หรือ Zero Based เพิ่มความรอบคอบในการใช้งบประมาณ ยุติการใช้งบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย Open Bangkok เปิดเผยข้อมูลและสัญญาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ ส่วนกรณีบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) กทม.ย้ำว่าพยายามเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนการหารายได้เพิ่ม มีจัดเก็บรายได้เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้ายให้มีประสิทธิภาพและรัดกุมมากขึ้น ก่อนหน้านี้ กทม.ได้ตั้งเป้าการจัดเก็บภาษีไว้ที่ 79,000 ล้านบาท ล่าสุด จัดเก็บได้เกินเป้า คือกว่า 80,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ มีการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หลายหน่วยงานมีภารกิจเดียวกัน การลดรายจ่ายได้คือการประสานยุทธศาสตร์เดียวกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน การจัดกิจกรรมร่วมกัน จะทำให้ลดรายจ่ายได้จำนวนมาก

