การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 ช่วงวันเวลาใดนั้น ย่อมต้องพิจารณาจากปัจจัยและเงื่อนไขการทำหน้าที่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
หากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำหน้าที่จนครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม 2566 การเลือกตั้งทั่วไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไว้คือ วันที่ 7 พฤษภาคม 2566
หากรัฐบาลยุบสภาก่อนครบวาระ กกต.จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน จึงต้องดูเงื่อนไข อย่างวันเวลาในการยุบสภาด้วย
หลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะถึงขั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาที่ขั้วการเมืองไหน
ด้วยปัจจัยที่จะเป็นตัวชี้ขาด ผลแพ้-ชนะการเลือกตั้งของแต่ละพรรค นั่นคือ 1.ตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2.นโยบายโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ และ 3.ตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ

แต่ที่ต้องโฟกัส นั่นคือบุคคลที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯของแต่ละพรรค ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 กำหนดให้พรรคเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเสนอให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ 3 ชื่อ
รวมทั้งผ่านด่านที่ต้องมีเสียง ส.ส.ไม่น้อยกว่า 25 เสียง ในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ให้รัฐสภาโหวตเลือก ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ว่า
“ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร”
โดยแคนดิเดตนายกฯของแต่ละพรรคที่อยู่ในสปอตไลต์และมีความเป็นไปได้ในทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า แบ่งเป็น 2 ขั้ว มาแข่งขันกันคือ ขั้วของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม
นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ประกาศความชัดเจนว่าพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯของ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หนึ่งในพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นมารองรับการไปต่อทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์

ซึ่งโครงสร้างของพรรค รทสช. มี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกฯ เป็นหัวหน้าพรรค รทสช. และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นเลขาธิการพรรค โดยมีขุนพลที่เป็น ส.ส.ปัจจุบันจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รวมทั้งอดีต ส.ส.ย้ายตาม พล.อ.ประยุทธ์ และหวังจะได้รับเลือกตั้งร่วมโหวต พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกสมัย
ขณะที่ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ในสถานะแคนดิเดตนายกฯนั้นในทางการเมืองมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน
จุดแข็ง คือการเป็นนายกฯในปัจจุบันควบคุมทั้งกลไกอำนาจรัฐ งบประมาณ ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ ที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรค รทสช.ในการลงรับเลือกตั้ง รวมทั้งยังมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน ที่สามารถร่วมโหวตเลือกนายกฯ ร่วมกับ ส.ส.ได้เป็นครั้งสุดท้ายในช่วงการทำหน้าที่ 5 ปีแรกของ ส.ว. ตามบทเฉพาะกาล นอกจากนี้ ยังมีกองเชียร์จากกลุ่มอนุรักษนิยมที่ชื่นชอบในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ตามมาลงคะแนนให้
ส่วน จุดอ่อน ของ พล.อ.ประยุทธ์คือการนั่งเป็นนายกฯยาวกว่า 8 ปี ตั้งแต่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาจนถึงรัฐบาลพรรค พปชร. อาจต้องเผชิญกับความเบื่อของประชาชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะการบริหารงานของรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ควบหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง อย่างปัญหาของแพงและค่าครองชีพพุ่งสูง ให้เป็นที่พอใจได้ อีกทั้งนโยบายในด้านเศรษฐกิจของพรรค รทสช. ยังไม่ได้เปิดตัว แบบเรียกความเชื่อมั่นจากกลุ่มโหวตเตอร์ได้ จึงยังต้องลุ้นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะกาบัตรให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่
ส่วนแคนดิเดตนายกฯของพรรครัฐบาลอื่นๆ ที่พอจะมีความเป็นไปได้ ในการได้เสียง ส.ส.สนับสนุนเพียงพอเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เริ่มจาก พรรค พปชร. แน่นอนย่อมต้องเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรค พปชร. เป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วยจุดแข็ง “การใช้ใจบันดาลแรง” มีบารมีทางการเมืองประสานได้กับทุกฝ่าย อีกทั้งยังมีกลุ่ม ส.ส.บ้านใหญ่ และทรัพยากรพร้อมในการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ยังมี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีความพร้อมทั้งขุนพล ทรัพยากร ตลอดจนนโยบายในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ย่อมต้องเสนอ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. เป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วยความพร้อมทั้งผลงานในการเป็นรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายของพรรค ปชป. อีกทั้งยังตั้งเป้าทวงคืนคะแนนเสียงของพรรค ปชป. ที่หันไปสนับสนุนพรรค พปชร. พรรค รทสช. และ พล.อ.ประยุทธ์
สำหรับขั้วของพรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่าง พรรคเพื่อไทย (พท.) แม้จะยังไม่เปิดเผยรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ออกมาอย่างเป็นทางการ มีเพียง 2 รายชื่อที่เปิดเผยออกมาแล้วประชาชนมีความคาดหวังในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ อย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย
รวมทั้ง นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่มีจุดเด่น คือ การเป็นคนรุ่นใหม่และนักธุรกิจที่มีความเข้าใจในภาพรวมเศรษฐกิจ รวมถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ อีกทั้งยังมีจุดแข็งในด้านนโยบายของพรรค พท. โดยเฉพาะนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต จนทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น โดยนโยบายของพรรค พท.ที่เปิดมาในเฟสแรก สร้างภาพจำให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นั่นคือค่าแรงวันละ 600 บาท และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี เดือนละ 25,000 บาท ที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2570 ส่วนจุดอ่อน คงไม่พ้นข้อครหาการบริหารพรรคแบบครอบครัวต้องขึ้นตรงกับผู้มีบารมีของตระกูลชินวัตร

ขณะที่อีกหนึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่าง พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ประกาศชู พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ก.ก. เป็นแคนดิเดตนายกฯเพียงชื่อเดียว ด้วยจุดเด่นความเป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถ ผ่านการบริหารธุรกิจมาแล้ว ขณะเดียวยังมีจุดแข็งในเรื่องนโยบายของพรรคที่ยึดอุดมการณ์ และมีความก้าวหน้า แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งโครงสร้างของสังคม และปฏิรูประบบราชการ ส่วนจุดอ่อน ก็ไม่พ้นนโยบายบางเรื่องที่มีความก้าวหน้า จนไปกระทบกับกลุ่มผู้มีอำนาจนำ
ส่วนความเป็นไปได้ที่ “แคนดิเดตนายกฯ” ของพรรคไหน ขั้วการเมืองใด จะฝ่าด่านได้เป็นนายกฯจริง ผลการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นตัวชี้ขาด

