จุดตัด การเมือง ของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลัง 23 ธันวาคม
เมื่อใดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจเขียนใบสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อนั้น “สถานะ” ก็จะเปลี่ยน
เปลี่ยนไปจากที่เคย “ปฏิสัมพันธ์” กับ “พลังประชารัฐ”
อย่างน้อยในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ดำรงอยู่ในฐานะเป็นเพียง “แคนดิเดต” นายกรัฐมนตรี
มิได้เป็น “สมาชิก” พรรคพลังประชารัฐ
กิจกรรมเดียวที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ คือ การปราศรัยในห้วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง
นอกนั้นล้วนเป็นเรื่องของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ไม่ว่าจะเป็นการดีลกับแหล่ง “เงินทุน” ไม่ว่าจะเป็นการดีลกับ “แกนนำ” เพื่อเชื่อมไปยังหัวคะแนนในแต่ละพื้นที่
ถึงเวลาก็ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี”
หากติดตามบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมาก็จะสัมผัสได้ในลักษณะ “ใหม่”
1 การถอยห่างจากพรรคพลังประชารัฐ
เป็นการถอยห่างบนพื้นฐานที่พรรคพลังประชารัฐต้องการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
มิใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงคนเดียว
1 ระหว่างการถอยห่างก็ปรากฏข่าวการตระเตรียมพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้น ตั้งแต่ยุค นายเสกสกล อัตถาวงศ์
กระทั่ง ยุค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จำเป็นต้องออกมาประกาศยอมรับ “แคนดิเดต” นายกรัฐมนตรี และเขียนใบสมัครเป็นสมาชิกพรรค
เล่นบทเดียวกันกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ความหมายในเชิงรูปธรรมก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องไปนั่งอยู่ “หัวโต๊ะ” ทุกการตัดสินใจของพรรครวมไทยสร้างชาติ
ต้องปฏิสัมพันธ์กับ “แหล่งทุน”
ยิ่งกว่านั้น ต้องลงลึกไปในความสัมพันธ์กับ ส.ส.ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละเขต บางทียังเป็น “หัวคะแนน” อีกด้วย
ทุก “ชีพจร” ของการเคลื่อนไหวย่อมต้อง “รับผิดชอบ”
เป็นบทบาทเดียวกันกับที่ นายอนุทินชาญวีรกูล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา ต้องประสบ
ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยทำแทน
หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สามารถหลอมรวมอย่างเป็นเนื้อเดียวกับนักการเมืองและหัวคะแนนก็ยากที่จะสำเร็จ
จำนวน 25 ส.ส.ก็ไกลเกินเอื้อม
คําประกาศนับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2565 จากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีผลสะเทือนสูงยิ่งในทางการเมือง
เกิดความต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย
ทั้งเป็นความต่อเนื่องอันต่างอย่างสิ้นเชิงจากที่เคยประสบใน “ค่ายทหาร” หรือเมื่อเป็น “แคนดิเดต” นายกรัฐมนตรีอย่างเดียว
จำเป็นต้อง “ลงมือ” ทำทุกอย่างด้วยมือของตน

