‘พิเชษฐ์’ ซัด กมธ.กัญชา ผลประโยชน์ทับซ้อน ให้ ‘ประธานสภาเกษตรกร’ เป็น กก.ด้วย

4.01.23 | 13:40 น.

“พิเชษฐ์” ซัด กมธ.กัญชา ผลประโยชน์ทับซ้อน ให้ “ประธานสภาเกษตรกร” เป็นกก.ด้วย – “ศุภชัย” แจง เป็นตำแหน่งไม่ใช่ตัวบุคคล

ต่อมาที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาในมาตรา 8 ว่าด้วยคณะกรรมการกัญชา กัญชง ซึ่ง กมธ. แก้ไข และเพิ่มเป็น 25 คน โดยที่ประชุมได้ท้วงติง ถึงการเพิ่มตำแหน่งประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ทั้งนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายคัดค้านพร้อมตั้งคำถามว่า กรณีเพิ่มตำแหน่งดังกล่าวส่อมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เนื่องจากนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ กมธ. ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติด้วย คล้ายกับว่านายประพัฒน์ เข้ามาเป็น กมธ. เพื่อเขียนกฎหมายให้ตนเอง ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งนี้ ในกลุ่มเกษตรแห่งชาติ และกลุ่มสหกรณ์ มีสมาชิก 14 ล้านครัวเรือน ตนสงสัยว่าให้ตำแหน่งนายประพัฒน์ทำไม อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเสียงข้างมากเห็นด้วยกับ กมธ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงมาตรา 8/1 ว่าด้วยคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการกัญชา กัญชง ที่มาตรา 8 กำหนดให้มี 7 คน ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ 7 ด้าน ด้านละ 1 คน คือ ด้านกฎหมาย ด้านเกษตรกรและพันธุ์พืช ด้านการตลาด ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านวิจัยและพัฒนา และด้านสมุนไพร ทั้งนี้ กำหนดให้กรรมการดังกล่าวมาจากภาคเอกชนไม่น้อยกว่า 3 คน มี ส.ส.ตั้งข้อสังเกตการกำหนดคุณสมบัติที่อาจเปิดช่องให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จากนักธุรกิจด้านกัญชา

ทั้งนี้ นายพิเชษฐ์ย้ำว่าการเขียนเนื้อหาดังกล่าวเหมือนกับตามใจพวกพ้อง นักลงทุน และกฎหมายมีช่องโหว่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นการผลักดันร่างกฎหมายเพื่อตนเอง โดยเฉพาะนายประพัฒน์ ที่เป็นผู้ปลูกกัญชารายใหญ่ มีตำแหน่งใหญ่ในสภาเกษตรกร และนั่งเป็น กมธ.เพื่อนำตำแหน่งของตนเองไปเป็นกรรมการ

ขณะที่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กมธ. ชี้แจงยอมรับว่า ใน กมธ.ล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้เป็นตัวแทนของคนทุกฝ่าย ให้ความเห็นจากคนหลากหลายเพื่อลงมติ โดยยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ขณะที่การกำหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามนั้น ไม่สามารถบัญญัติลักษณะต้องห้ามที่เสนอได้ เนื่องจากทำไม่ได้จริง และในช่วงแรกของการปลดล็อกกัญชาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธาน กมธ. ชี้แจงว่าการกำหนดตำแหน่งในร่างกฎหมาย ไม่ได้ระบุชื่อหรือตัวบุคคล ดังนั้น บุคคลเมื่อเป็นแล้วต้องพ้นไป ผู้จะดำรงตำแหน่งต่อจะมาเป็นกรรมการต่อ ข้อเท็จจริงที่บอกว่า ร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ฉบับเดิมนั้นดี คือร่างของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะที่เสนอ แต่การพิจารณาของ กมธ. ได้ตัดและเพิ่มใหม่ ตนต้องยอมรับในมติในเสียงส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม กมธ.ไม่ยินยอมให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่คำที่อธิบายได้คือ ผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมการ ต้องมีประสบการณ์ความรู้ด้านกัญชา ซึ่งจะเกี่ยวกับกัญชาไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง

Advertisement