“พิชัย” หนุน เร่งเจรจาให้จบแหล่งพลังงานพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ชี้ เป็นประโยชน์ของทั้งสองประเทศ
เมื่อวันที่ 5 มกราคม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตามกระแสข่าวที่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ปิดห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลับ พร้อมมีข่าวว่าเป็นเรื่องของการเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา จึงอยากขอสนับสนุนให้มีการเร่งเจรจาให้จบโดยเร็ว ซึ่งหากจำกันได้ตนได้เสนอเรื่องนี้มาตลอดหลายปีแล้ว โดยมีเหตุผล 8 ข้อที่ไทยควรต้องทำเรื่องนี้ คือ 1.เป็นแหล่งพลังงานที่มีปริมาณมาก และจะเจรจาเฉพาะเรื่องแหล่งพลังงานโดยจะไม่พูดถึงเขตแดน 2.ก๊าซในอ่าวไทยและก๊าซจากประเทศเมียนมา มีปริมาณที่ลดลง ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาสูง 3.ก๊าซจากพี้นที่ทับซ้อนจะทำให้ราคาไฟฟ้าที่แพงมหาโหดในปัจจุบันถูกลงได้ 4.ในอนาคตน้ำมันและก๊าซอาจไม่มีค่าแล้วก็ได้เพราะโลกอาจจะไม่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว
นายพิชัย กล่าวต่อว่า 5.ก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนนี้สามารถนำมาแยกก๊าซเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในธุรกิจปิโตรเคมีที่มีมูลค่ามหาศาลได้ 6.รัฐยังได้รายได้มหาศาลจากค่าภาคหลวงในการขุดก๊าซ 7.รายได้น่าจะมากกว่าในอดีตเพราะเป็นพื้นที่ที่พิสูจน์แล้วว่ามีก๊าซ รายได้เหล่านี้รวมถึงภาษีจากธุรกิจต่อเนื่อง จะสามารถนำมาเป็นสวัสดิการของกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ และ 8.หลังจากเจรจาจบแล้วยังต้องใช้เวลา 2-7 ปีกว่าจะสามารถขุดก๊าซขึ้นมาใช้ได้
นายพิชัยกล่าวด้วยว่า ดังนั้น จึงอยากขอสนับสนุนให้รัฐบาลได้เร่งเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชานี้ให้จบโดยเร็ว เพราะจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับทั้งสองประเทศในภาวะที่ราคาพลังงานได้พุ่งขึ้นสูงนี้ โดยเฉพาะประเทศไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าเพราะมีประชากรมากกว่า และมีโรงแยกก๊าซ 6 โรงพร้อมธุรกิจปิโตรเคมีมูลค่าเป็นล้านล้านบาทรองรับพร้อมแล้ว โดยจะทำรายได้ให้กับประเทศและมีเงินหมุนเวียน และมีการจ้างงานในธุรกิจต่อเนื่องอีกมาก จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ตนได้เสนอและแนะนำเรื่องนี้มาเป็นหลายปีแล้ว เพราะเห็นว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
นายพิชัยกล่าวอีกว่า ที่สำคัญจะช่วยทำให้ราคาไฟฟ้าที่กำลังมีราคาพุ่งสูงและจะสูงอีกนี้มีราคาลดลงได้ เพราะไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซในอ่าวไทยและก๊าซจากประเทศเมียนมาจะมีราคาเพียงหน่วยละ 2-3 บาทเท่านั้น ในขณะที่ค่าไฟฟ้าใหม่จะพุ่งถึงหน่วยละ 5.33 บาท ซึ่งแพงมาก ค่าไฟฟ้าที่ลดลง และราคาก๊าซหุงต้มก็จะลดลงด้วย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสินค้าลดลง เงินเฟ้อลดลง และยังเป็นการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของไทยได้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยน่าลงทุนมากขึ้น
“รัฐบาลที่ดีจะต้องกล้าตัดสินใจ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนจะต้องเร่งทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์โดยเร็ว เรื่องการเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชานี้ คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ และเห็นว่าใครเจรจาสำเร็จได้ก็เหมือนกัน ขอให้ประเทศและประชาชนได้ประโยชน์ และเศรษฐกิจไทยจะได้ฟื้นตัวกลับมาได้โดยเร็ว” นายพิชัยกล่าว

