หน้าแรก การเมือง อนุทิน ชูกรีน...

อนุทิน ชูกรีนดี-อยู่ดี นำภูมิใจไทยสู้เลือกตั้ง

8.01.23 | 07:24 น.

อนุทิน ชูกรีนดี-อยู่ดี นำภูมิใจไทยสู้เลือกตั้ง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ มติชน ถึงทิศทางการเมืองทั่วไปและการเดินหน้าสู่เป้าหมายของพรรค ภท. ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2566

เมื่อยิงคำถามแรกเกี่ยวกับภาพรวมพรรคภูมิใจไทยได้ขับเคลื่อนงานในเรื่องใดบ้าง หัวหน้า ภท.กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นปีที่เราไล่ทํานโยบายต่างๆ ที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน ผลักดันให้ประสบผลสําเร็จมากที่สุด เพราะทราบอยู่แล้วว่าเป็นปีสุดท้ายของการทํางานแบบเต็มอํานาจ

เมื่อเข้าสู่ปีหน้า แม้รัฐบาลอยู่ครบวาระก็มีเวลาเพียง 3 เดือน ฉะนั้น ในปีนี้เราเลยไล่เกลือล้างท่อให้โครงการต่างๆ ไล่ไปตั้งแต่การสนับสนุนการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ จนทุกวันนี้เรียกได้ว่ามีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเต็มประเทศ ในส่วนของงานกระทรวงคมนาคม จะเห็นได้ว่าปกติ ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นโควิด ประเทศอื่นๆ มักหยุดขยายการลงทุน การสร้างสาธารณูปโภคเพื่อขยายเครือข่ายการคมนาคมขนส่งต่างๆ แต่ประเทศไทยไม่หยุด

รัฐมนตรีคมนาคมซึ่งมาจากพรรคภูมิใจไทย ได้ให้นโยบายกับข้าราชการประจํา หรือรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องให้ใช้โอกาสจากโควิดที่ไม่มีผู้คนมาใช้บริการ ไม่มีความหนาแน่น สร้างและขยายสิ่งที่เราต้องการเห็นในประเทศไทยหลังโควิด ให้มีความพร้อม

เมื่อประเทศไทยก้าวพ้นจากวิกฤตการณ์โควิด เราจะพร้อมกว่าคนอื่น ทุกอย่างที่มีอยู่เปิดให้บริการได้อย่างเต็มที่ เราสร้างรถไฟเร็วสูง สร้างรถไฟทางคู่ เร่งสร้างมอเตอร์เวย์เชื่อมให้ครบวงจร สร้างทางด่วน ขยายสนามบิน ขยายท่าเรือ ทําให้มีธุรกิจรถเมล์ไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งมวลชน เพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน

Advertisement

เหล่านี้ทําในช่วงที่มีโควิด เชื่อว่าประเทศไทยหลังวิกฤตการณ์โควิดจะเป็นประเทศที่พร้อมมากๆ ระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง ระบบขนส่งมวลชน โลจิสติกส์ ครบวงจรหมด ด้านกระทรวงสาธารณสุขก็ให้ความเชื่อมั่น ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์หรือข้อจํากัดต่างๆ ในการป้องกันโรคโควิด เพราะมั่นใจว่าคนในประเทศมีภูมิคุ้มกัน ทั้งวัคซีนที่จัดหาให้ รวมทั้งภูมิคุ้มกัน

นายอนุทินกล่าวต่อว่า จากการติดเชื้อตามธรรมชาติ เรามียาที่รักษาโรคโควิดได้แล้ว ฉะนั้น การเจ็บป่วยหนักเข้าห้องไอซียู หรือการเสียชีวิต ไม่ได้มีแล้วในหมู่ประชาชนที่มีภาวะปกติทั่วไป พรรคภูมิใจไทยกํากับดูแล 3 กระทรวงหลัก สาธารณสุข คมนาคม ท่องเที่ยวและกีฬา และด้วยความที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี ก็รวมให้สามหน่วยงานนี้เป็นคลัสเตอร์เดียวกัน

เมื่อถามว่า ทิศทางของพรรคภูมิใจไทยในปี 2566 จะเป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ช่วงครึ่งแรกของไตรมาสปีนี้ก็ไม่ทําอะไรนอกจากการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง ต้องเกิดขึ้นไม่เกินในไตรมาสสองของปีนี้ ต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ก็เตรียมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ปี 2566 ต้องเป็นปีที่ผู้สมัครทุกคนของพรรคและรัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ออกไปรณรงค์ให้ประชาชนมั่นใจ

สิ่งที่เขาเลือกมา 4 ปี เราส่งการบ้านครบ อะไรที่พูดให้เขา ไปยืนยันให้เขาเห็นว่าเราได้ทําหมดแล้ว และเราจะทําอะไรต่อไป ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เชื่อว่าวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ติดตามการทํางานของพรรคภูมิใจไทย มั่นใจแล้วว่าถ้าพรรคนี้ให้สัญญากับประชาชนว่าจะทําอะไร พรรคนี้จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจนประสบผลสำเร็จ

ถือว่าเราใช้เวลาถึง 4 ปีในการพิสูจน์ตัวเอง กระตุ้นจากที่เป็นพรรคเล็กๆ มาเป็นพรรคการเมือง ไม่กล้าพูดว่าเราเป็นสถาบันการเมือง เพราะยังอ่อนในเรื่องของการทําวิจัย การพัฒนา การส่งเสริม การศึกษาทางด้านการเมือง เราก็ยังบอก เราจึงจะเป็นพรรคการเมืองที่เน้นการทํางานให้กับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด ส่วนการจะเป็นสถาบันการเมืองก็จะใช้เวลาสร้างให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

นายอนุทินกล่าวอีกว่า จะผลักดันนโยบายที่มีอยู่ เช่น การพักหนี้ 3 ปี การดูแล อสม. เพิ่มค่าตอบแทนให้จาก 1 พัน เป็น 2 พันบาทต่อเดือน เพราะเราเพิ่มภาระให้เขาในการเป็นหมอคนที่หนึ่ง และต้องเป็นผู้คอยสอดส่องดูแลเรื่องยาเสพติดให้กับรัฐบาล ยังมีเรื่อง เกษตรร่ำรวย ตรงนี้สําคัญมาก ผู้คนเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องของจํานําข้าว ยังไม่แฮปปี้กับเรื่องประกันราคาพืชผลการเกษตร

เราจึงทําให้ความรับผิดชอบร่วมกันทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้น เกษตรกรต้องผลิตผลผลิตที่ดี รัฐต้องกล้าบอกราคาให้ทราบไว้ก่อน ให้เขารับรู้ว่านี่คือสิ่งที่จะได้ถ้าทําผลผลิตที่ดี เหมือนเป็นการผูกพันสัญญากันไว้ล่วงหน้าเพื่อการันตีรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ ยังมีสโลแกน กรีนดี อยู่ดี เป็นคอนเซ็ปต์ที่สร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหล่านี้คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะนําเสนอ

ถามว่า การเดินหน้าสู่การเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย ตั้งเป้าหมายไว้กี่ที่นั่ง หัวหน้าพรรค ภท.กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยทำเต็มที่ อะไรที่ออกมาเป็นผลลัพธ์ ตัวพรรคควบคุมไม่ได้ ที่ควบคุมได้คือทําให้เต็มที่ มีเท่าไหร่ใส่ไปให้หมด ภาษาอังกฤษเรียก we give our all เป็นคอนเซ็ปต์การดํารงชีวิตของหัวหน้าพรรคอยู่แล้ว หัวหน้าพรรคได้ปลูกฝังลูกพรรคทุกคนว่าถ้าทําอะไรใส่เต็มที่ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พี่น้องประชาชนเป็นคนตัดสิน เรายอมรับได้ทุกรูปแบบ

ถามต่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพร้อมเป็นแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า หลังเลือกตั้งให้มาถาม จะเปิดโอกาสให้ เราอ่านความต้องการของประชาชนได้จากผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง ไม่มีทางอ่านพลาด ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ก็คือคําสั่งของประชาชนที่ให้พรรคภูมิใจไทยว่าต้องเดินไปทางไหน

เมื่อถามว่า พรรคตั้งเป้าในการเลือกตั้งให้ได้มากกว่าเดิม หรือจะต้องได้หลักร้อยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทินมองว่า ไม่ต้องตั้งเป้า เมื่อ 10 ปีก่อนพรรคภูมิใจไทยเป็นยังไง ผลงานยังไม่ทันได้แสดงให้ประชาชนเห็นความเชื่อมั่น ประชาชนยังไม่มี พรรคใหม่โดนป้ายสีว่าเนรคุณ โดนกระแส โดนการต่อต้านต่างๆ นานา เราก็อยู่เท่านั้น เมื่อกระแสจางลงไป พรรคภูมิใจไทยได้แสดงวิสัยทัศน์ผลักดันนโยบายที่ประชาชนเห็นว่าน่าลอง พรรคก็ใหญ่ขึ้นด้วยตัวมัน

ด้วยนโยบาย ด้วยความที่ชาวบ้านเห็นคนของพรรคลงพื้นที่ ทุ่มเท คลุกวงใน และความเชื่อมั่นว่าคนนี้ใกล้ชิดประชาชน ตั้งแต่เป็นรัฐบาลเที่ยวนี้ ยิ่งครบสี่ปีด้วย ถ้าเทียบกับปี 2562 พรรคภูมิใจไทยส่งการบ้านมากมาย ผู้บริหารพรรคเป็นที่รู้จักของประชาชนเพิ่มขึ้น นําเสนอสิ่งต่างๆ ประชาชนเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม โดยพื้นฐานก็น่าจะสนับสนุนให้เราได้มีโอกาสทํางานต่อไป สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยยึดมั่นมาโดยตลอด คือเราไม่เคยดูถูกประชาชน ไม่เคยมองข้ามประชาชน ทําอะไรคิดถึงประชาชนก่อน

หลังการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่ที่มีเสถียรภาพควรเป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ส.ว.เกี่ยวข้องในขั้นตอนเลือกนายกฯ หลังจากนั้นการดำเนินการใดๆ ในรัฐสภาจะเป็นเรื่องของรัฐบาล นายกฯ และสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้น สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับจำนวน ส.ส. ที่แต่ละพรรครวบรวมได้ว่าจะเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่ เราต้องเชื่อการตัดสินใจของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งถึงจะเป็นรัฐบาลที่ทำงานได้ ผม
มั่นใจว่า ส.ว.ต้องมีกระบวนการความคิดว่าจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ถ้าความต้องการของประชาชนชัดเจน ส.ว.คงต้องทำตาม

รัฐบาลที่มีความมั่นคงต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าไม่เกินกึ่งหนึ่งเมื่อเปิดสภาหากมีการออกกฎหมายสำคัญ เช่น ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เข้าสู่การพิจารณา ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ถ้าเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งอาจจะจอดตั้งแต่ตรงนั้น อย่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการเลือกตั้งปี 2562 เข้ามาด้วยเสียง 253 เสียง ไม่ว่าใครจะพูดอะไรท่านมีความชอบธรรม เพราะได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง ที่สำคัญรัฐบาลต้องมีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองด้วยจนอยู่มาได้เกือบ 4 ปีแล้ว นายอนุทินกล่าวทิ้งท้าย