ในช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ ผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับคนหลายวงสนทนาในเรื่องของเมือง ทั้งทิศทางเมือง และนโยบายเมือง ก็เลยอยากนำบางส่วนมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านในวงกว้างขึ้น
โดยภาพรวมผมคิดว่าคนในสังคมของเรามีความสนอกสนใจในเรื่องของเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นกับเมือง และเรื่องการแสวงหาทางออกที่เกี่ยวข้องกับเมือง
รวมไปถึงการหาแนวทางในการมีชีวิตในเมือง การสร้างชีวิตที่ดีในเมือง หรือค้นหาแง่มุมที่หลบซ่อนอยู่ในเมือง
บางส่วนก็มีความสนใจเรื่องของอนาคตของเมืองโดยเฉพาะทั้งกรุงเทพฯและเมืองต่างจังหวัด
กล่าวโดยสรุปแล้ว ความสนใจของเมืองอาจจะมาจากสามเรื่องใหญ่
หนึ่งคือ มีประชาชนที่อยู่ในเมืองเพิ่มมากขึ้นทุกปี และเมืองเองก็ขยายตัวออกไปอย่างเห็นและสัมผัสด้วยประสบการณ์ตรงได้เพิ่มมากขึ้น ใกล้ตัวมากขึ้น ไม่นับว่าหลายคนอาจได้รับผลกระทบที่มีจากเมืองมากขึ้นในภาพรวม เช่น รายจ่ายเพิ่มขึ้น หรือค่าเช่าบ้านแพงขึ้น ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น
สองคือ ผลกระทบที่เกิดจากโควิดทำให้การดำรงชีวิตที่อยู่ในเมืองนั้นกำหนดชีวิตเรามากกว่าเดิมอย่างก้าวกระโดด และไม่ทันตั้งตัว ไล่เรียงไปตั้งแต่การล็อกดาวน์ การออกจากงาน การได้รับเชื้อติดเชื้อ หรือการหายไปของนักท่องเที่ยวซึ่งมีผลต่อความพลิกผันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้รวมทั้งการมองไม่เห็นอนาคตถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดในเมืองในแบบคาดการณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการรับรู้กันมาก่อนเรื่องของเชื้อโรคว่ามันมีวงจรชีวิตอย่างไร
สามคือ ความตื่นตัวจากการเมืองในมิติของการเลือกตั้งในช่วงสองสามปีหลัง ไล่เรียงมาตั้งแต่การเมืองระดับชาติ ที่ทำให้มีการพูดถึงปัญหา และความใฝ่ฝันในสังคมในหลายระดับ และเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเมือง นอกจากนี้ การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น ตั้งแต่องค์การบริการส่วนจังหวัด เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับการแก้ปัญหาเมืองโดยตรง และองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งโดยหลักการคือพื้นที่นอกพื้นที่เมือง แต่เอาเข้าจริงเมืองก็ลามเข้าไปในพื้นที่เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้เกิดความสนใจในการแก้ปัญหาเมืองเพิ่มขึ้น
และมาสู่จุดสูงสุดของความสนใจในเรื่องการเมือง เมื่อมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางทุกอย่างในประเทศ
ผมเองอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.นั้นเกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นในแบบอื่นๆ ป่านนี้ประเด็นในการหาเสียงเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นคงสนุกสนานกว่านี้
อีกประเด็นหนึ่งที่มีความน่าสนใจคือ การออกมารณรงค์ของคณะก้าวหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแตกตัวของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจ ทั้งที่เป็นรูปธรรมคือส่งสมาชิกสมัครในตำแหน่งขององค์กรปกครองท้องถิ่น และขับเคลื่อนประเด็นการตั้งคำถามกับการรวมศูนย์อำนาจผ่านกลไกกระทรวงมหาดไทย และยังรวมถึงการนำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการบริหารจัดการท้องถิ่นด้วยตัวแบบใหม่ อาทิ ระบบประปาในระดับเมืองซึ่งผูกโยงกับสิทธิในน้ำสะอาด
ที่กล่าวถึงแหล่งความสนใจใหม่ๆ ทั้งสามแหล่งนี้ผมอยากจะบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้ใครๆ ก็สนใจเรื่องเมืองกันทั้งนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งผมย้ำเสมอว่า ความสนใจเรื่องเมือง กับการเห็นปัญหาเรื่องเมืองนั้นไม่ไช่เรื่องที่ซ้อนทันกับพอดีกับความเข้าใจเรื่องเมืองอย่างครบถ้วนรอบด้าน และการแก้ปัญหาเรื่องเมืองอย่างเป็นระบบ
ในอีกด้านหนึ่งผมก็ย้ำเสมอว่าเมืองนั้นไม่เคยมีมุมมองสำเร็จรูปและมีคำตอบสำเร็จรูปกับมัน
และที่สำคัญอย่าไปเชิดชูเมืองราวกับลัทธิที่เชื่อว่าเราแก้ปัญหาเมืองได้ทุกอย่างเพียงแค่มีความตั้งใจที่ดี หรือมีมุมมองที่ถูกต้องหนึ่งเดียว
จนในบางครั้งการมีอยู่ของเมืองที่เราไม่ค่อยพออกพอใจแต่ยังโวยวายได้ และเห็นความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างอาจจะเป็นความเป็นจริงที่เราต้องยอมรับโดยพื้นฐานเสียก่อนด้วยซ้ำ ว่านี่แหละคือจุดตั้งต้นของการผจญภัยในเมืองไปด้วยกัน
หมายถึงว่า เราคงต้องยอมรับเสียก่อนว่าเมืองเป็นของเราทุกคน แต่เมืองเป็นของเราทุกคนนั้น เราก็เผชิญปัญหาสองด้านไปพร้อมกัน คือเมืองไม่ได้เป็นของเรา เพราะมีพลังเปลี่ยนแปลงจากภายในภายนอกสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน และสองคือต่อให้เมืองเป็นของเรา เราก็คงต้องมีความเข้าอกเข้าใจว่าเมืองไม่ได้เป็นของทุกคนอย่างง่ายๆ เพราะคนอาจจะมีความคิด ความใฝ่ฝันและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน
ที่สำคัญความแตกต่างกันของผู้คนอาจส่งผลให้คนบางคนได้ประโยชน์โดยที่หลายคนในเมืองนั้นเสียประโยชน์ หรือแม้กระทั่งเสียสิทธิที่จะอยู่ในเมืองไปด้วย
ดังนั้นเวลาที่จะออกมานำเสนออะไรที่เกี่ยวกับเมืองบางทีก็ต้องระมัดระวังสักหน่อยว่าเรื่องที่เราเสนอนั้นคนอื่นเขามองเหมือนเราหรือคิดเหมือนเราไหม
ที่ผมบอกว่าไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวในเมือง หมายความว่า เมืองมันเป็นที่ที่หัวใจสำคัญคือการอยู่ด้วยกัน ดังนั้นคำถามใหญ่ไม่ใช่แค่ว่าจะเปลี่ยนอะไรเท่านั้น
แต่ต้องหมายความว่าต้องเข้าใจชีวิตของคนหลายฝ่ายที่อยู่ในเมืองด้วยว่าในการเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนั้นใครได้ใครเสียอะไร และได้หรือเสียผ่านความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายแค่ไหนอย่างไร
ในแง่นี้ความรู้ที่มีในเรื่องเมืองและทางออกของเมืองนั้นก็ล้วนมีฝักฝ่าย มีค่ายมีกลุ่ม ทุกสิ่งทุกอย่างจึงหมายถึงการต่อรองกันต่อสู้กันมากกว่าเชื่อว่าจะมีทางออกที่ทุกคนได้ประโยชน์ไปเสียหมด
ในทางปฏิบัติผมคิดว่าทิศทางการเปลี่ยนแปลงเมืองในวันนี้มีเรื่องใหญ่อยู่สองสามเรื่องที่ควรพิจารณา
หนึ่งคือ การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ ซึ่งไม่ได้หมายความง่ายๆ แค่การเชื่อว่าจะมีระบบข้อมูลใหญ่หนึ่งชุด แต่หมายถึงการสนับสนุนให้ทุกฝั่งฝ่ายนั้นแสวงหาข้อมูล และแบ่งปัน ถกแถลงความใฝ่ฝันของตัวเองและไม่เชื่อง่ายๆ ว่าคำตอบที่ตนเองมีคือคำตอบทั้งหมดของเมืองโดยไม่เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายอื่นๆ ได้แลกเปลี่ยนความเห็น
ส่วนหนึ่งที่ผมอยากเสนอก็คือไม่มองเมืองทุกเมืองเหมือนกัน แต่ต้องเข้าใจระบบเมืองและฐานเศรษฐกิจสังคมของเมืองแตกต่างกัน
อย่างในเมืองไทยนั้นอาจต้องแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ การทำความเข้าใจเมืองว่ามีอยู่สักสี่แบบใหญ่ๆ
หนึ่งคือเมืองหลวง คือกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจจะต้องเข้าใจทั้งตัวเมืองเองและการขยายตัวผนึกรวมกับพื้นที่โดยรอบที่เรียกว่าปริมณฑล นอกจากนั้นจะต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของกรุงเทพฯและปริมณฑลกับโลกนอกประเทศไทยด้วย
สองคือเมืองหลัก หรือที่เราเคยเรียกสมัยก่อนว่าหัวเมือง ซึ่งเป็นทั้งเมืองที่เป็นศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกรุงเทพมหานคร และอาจมีความสัมพันธ์กับโลก และเมืองหลักของประเทศอื่นๆ นอกจากนี้เมืองเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์กับพื้นที่รอบนอกของเมืองเอง และเมืองในลำดับชั้นอื่นๆ ต่อไปด้วย รูปธรรมสำคัญของเมืองหลักก็คือเมืองที่มีศูนย์กลางการคมนาคมหลายรูปแบบที่เป็นหลักในภูมิภาค โดยเฉพาะระดับสนามบินนานาชาติ และสถานีขนส่งหลัก หรือแม้กระทั่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยใหญ่
สามคือเมืองรอง ที่ตื่นเต้นกันในวันนี้ เพราะนโยบายจำนวนมากของรัฐลงไปที่เมืองรอง แต่คำถามที่สำคัญก็คือเมืองรองนั้นก็คือทิศทางการเปลี่ยนแปลงนั้นจะออกมาในรูปแบบไหนกันแน่ จะมีไว้เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวและคนภายนอกสังคมนั้น หรือจะมองว่าเป็นโอกาสที่ดีว่าจะได้สร้างเครือข่ายประชาชนเพื่อให้เขากำหนดทิศทางความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะไปซ้ำรอยปัญหาและทิศทางการพัฒนาที่เมืองหลักเคยเป็นมา
สี่คือเมืองหด ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.อภิวัฒน์รัตนวราหะ แห่งภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านได้นำเสนอไว้ ซึ่งหมายถึงเมืองที่อาจจะเคยรุ่งเรืองในอดีตแต่วันนี้ได้รับผลกระทบหลายทาง ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านการคมนาคมจนทำให้เมืองนั้นถูกลดบทบาทลง คนย้ายออกจากเมือง หรือกิจกรรมบางอย่างนั้นถูกข้ามไปเกิดที่อื่นแทน เช่น เมืองขนาดเล็กที่โรงเรียนอาจจะลดลง เพราะการเดินทางที่สะดวกขึ้นทำให้คนส่งลูกเข้าเมืองที่ใหญ่กว่า การเสื่อมลงของตลาดบางแห่งที่มีแนวทางการค้าปลีกค้าส่งแบบใหม่เกิดขึ้นทดแทนเนื่องจากการโทรคมนาคมแบบใหม่
ห้าคือเมืองซ่อนรูป คือเมืองที่มีลักษณะของเมืองแต่อยู่ในโครงสร้างการปกครองแบบไม่ใช่เมือง เช่นเมืองที่อยู่ในระบบการปกครองแบบองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเราจะเห็นว่าองค์การบริหารส่วนตำบลบางแห่งนั้นมีงบประมาณและมีพื้นที่กว้างขวางแต่หนาแน่นและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการค้า การบริการ และการอุตสาหกรรมมากกว่ากิจกรรมจากการเกษตรกรรม
ในความเป็นจริงการพยายามรวมเอา อบต.เหล่านี้เข้ามาเป็นเทศบาล หรือรวมหน่วยการปกครองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าการเมืองท้องถิ่นลงหลักปักฐานจนนักการเมืองหลายคนไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลง
อย่าลืมว่าการยกฐานะจาก อบต.เป็นเทศบาล ในด้านหนึ่งอาจจะมีแรงจูงใจเรื่องระบบบริหารที่มากขึ้น แต่ในทางการเมืองนั้น หากเป็นการควบรวมสองหน่วยการปกครองท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ก็จะส่งผลทำให้จำนวนผู้บริหารท้องถิ่นนั้นลดลง และทำให้ระบบการบริหารท้องที่เดิมหายไปคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และก็ทำให้บทบาทของกระทรวงมหาดไทยในการควบคุมตรงลดลง
ผมมีตัวอย่างอีกแห่งหนึ่งที่ขอไม่เอ่ยชื่อ นั่นคือมีพื้นที่หนึ่งที่มี อบต.หลายที่ที่อยู่ติดกัน ซึ่งในเชิงการบริหารควรยกระดับเป็นเทศบาลหรือหน่วยการปกครองรูปแบบพิเศษ แต่ถ้าทำอย่างนั้นหมายถึงนายก อบต.และผู้บริหารทั้งหมดจะต้องหายไป เหลือแต่คณะเทศมนตรีไม่กี่คน และสมาชิก อบต.ทั้งหมดก็จะหายไป เปลี่ยนเป็นสมาชิกสภาเทศบาลซึ่งไม่ได้มีพื้นที่แบบรายหมู่บ้าน
นอกจากนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดในพื้นที่ก็จะต้องหายไป
ผมถามว่า ในกรณีนี้ในพื้นที่เมืองซ่อนรูปที่แตกเป็น อบต.หลายแห่งนั้นโดยเหตุผลแล้วควรจะมีระบบการบริหารจัดการเมืองที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการบริหารจัดการขยะ และบริการสาธารณะอื่นๆ แต่ด้วยเงื่อนไขทางการเมือง ทำให้ไม่มีใครอยากจะเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นอยู่ แต่ละแห่งก็มีหน่วยราชการย่อยของตัวเอง มีรถขยะอย่างละหนึ่งคัน มีระบบย่อยของตัวเองทั้งที่พื้นที่ติดกันเป็นก้อนเดียว
การทำความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างลึกซึ้ง ยังหมายรวมไปถึงเรื่องของการทำความเข้าใจพื้นที่ในเมือง และพลังของการเปลี่ยนแปลงเมืองในทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างซับซ้อน หมายถึงว่าต้องเข้าใจก่อนว่าแต่ละเมืองนั้นมีความแตกต่างกันในเรื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนเมือง และกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองว่าจะต้องพึ่งพาพื้นที่เมืองไหนที่สูงกว่า หรือต้องดึงดูดพื้นที่และผู้คนจากเมืองที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่า หรือพื้นที่ที่ไม่ใช่เมืองโดยรอบ
ความสำคัญคือ การตั้งคำถามและค้นหาพลังการขับเคลื่อนของเมืองว่าแต่ละเมืองประกอบด้วยพลังที่แตกต่างกันอย่างไร ไม่ใช่เชื่อว่าจะสร้างเมืองด้วยตัวแบบเดียวกันไปหมด
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะในระดับโลกนั้นมีอุตสาหกรรมการพัฒนาเมืองในเชิงตัวแบบและมีเมนูให้เลือกทำอยู่มาก และก็มีแรงจูงใจเรื่องรางวัลให้ผู้บริหารเมืองแต่ละแห่งทำตาม แต่เรื่องที่ต้องเข้าใจก็คือพื้นฐานของเมืองตัวเอง และความหลากหลายที่สัมพันธ์กันในเมือง โดยเฉพาะเมื่อพูดเรื่องการเติบโตของเมือง ก็จะละเลยถึงความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในเมืองไม่ได้
เมืองสมัยใหม่ไม่ได้มีโครงสร้างเมืองง่ายๆ แค่ศูนย์กลางเมือง พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่พักอาศัย แต่เรายังไม่ได้ทำความเข้าใจพื้นที่ที่ซับซ้อนกว่านั้นรวมทั้งยังมีอีกหลายแนวคิดที่ไม่เชื่อว่าการแบ่งเมืองออกเป็นส่วนๆ จะทำให้เมืองนั้นเชื่อมโยงกันและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกับประชาชน แต่เมืองที่มีหลายศูนย์กลาง เชื่อมโยงกันเป็นกลุ่มย่านเล็กๆ ที่เดินถึงกันได้อาจจะเป็นแนวทางใหม่
หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามว่าการออกแบบผังเมืองแบบที่เป็นอยู่จะเชื่อมโยงอย่างไรกับปัญหามลพิษและปัญหาเมืองในอีกหลายรูปแบบ
ทิศทางใหญ่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงเมืองในรูปแบบที่สองก็คือ ในช่วงนี้ยังไม่มีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น แต่การเลือกตั้งในระดับชาติกำลังจะมา จึงมีความพยายามจะจัดทำนโยบายเมืองกันในทุกพรรค
แต่ส่วนมากยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะทำอะไรบ้าง และอะไรคือนโยบายเมืองด้วยซ้ำ ดังที่ผมได้เคยอธิบายไว้หลายครั้งแล้ว
ที่ได้รับฟังส่วนใหญ่นโยบายที่จะนำออกมาหาเสียงนั้นเป็นเรื่องของโครงการในการพัฒนาเมืองเสียมากกว่า เป็นโครงการย่อยๆ ที่เหมือนกับมาหาเสียงในระดับเทศบาลด้วยซ้ำ
ส่วนหนึ่งไม่ใช่ทีมนโยบายแต่ละพื้นที่จะไม่รู้ แต่ก็ยอมจำนนว่าหากไม่มีนโยบายในนามโครงการที่ชัดเจนเข้าถึงประชาชน ก็อาจจะไม่ได้คะแนนเสียง
ทั้งที่บทบาทที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดของรัฐบาลและรัฐสภาในระดับชาติที่ควรมีต่อการพัฒนาเมืองคือเรื่องที่ควรจะพูดแต่ไม่มีใครพูด
ไม่ว่าจะเรื่องของการสร้างแนวทางการพัฒนาภูมิภาคและเมืองเพื่อเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติ
การสร้างความหลากหลายในทิศทางและตัวแบบการพัฒนาเมือง
หรือกระทั่งการคิดการปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นให้มีหลากหลาย และการปรับเปลี่ยนระบบการบริหาร กทม. ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลท้องถิ่นนั้นทำไม่ได้เอง เพราะติดขัดกับการแก้ไขกฎหมายในระดับประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.แผนขั้นตอนกระจายอำนาจ
ทั้งสองส่วนเป็นทิศทางเมื่อเป็นรัฐบาล แต่แม้จะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายนิติบัญญัติ สิ่งสำคัญที่ทำให้ ส.ส.แตกต่างจากสมาชิกสภาท้องถิ่นคือการตั้งกระทู้ถาม และติดตามตรวจสอบในระบบกรรมาธิการ ทำให้หน่วยราชการจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเมืองต้องมาตอบคำถาม
เรื่องเหล่านี้คือพื้นฐานส่วนหนึ่งในการเตรียมตัวเพื่อก้าวเข้าสู่เทศกาลการหาเสียงระดับชาติที่อยากจะมีเรื่องการพัฒนาเมืองเข้าไปพ่วงด้วย

