‘นรนิติ’ ถอดบทเรียนรัฐธรรมนูญ การเมืองต้องประนีประนอม ทะเลาะทุกเรื่องไม่ได้

15.02.16 | 07:12 น.

สัมภาษณ์พิเศษ

ระยะทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายตัวแทนรัฐบาล คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ คณะกรรมการกฤษฎีกา เคาะกำหนดเวลาทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญไว้วันที่ 31 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นตัวตัดสิน แต่โยนไปหักดิบในขั้นประชามติ ให้ประชาชนพิพากษาทันที

มิใช่เพียงร่างรัฐธรรมนูญจะถูกประชาชนพิพากษาเท่านั้น แต่อาจกินความถึงชะตากรรมของรัฐบาล และ คสช. ด้วย ถ้าร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ

ประชาชาติธุรกิจ สนทนากับ “นรนิติ เศรษฐบุตร” สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อดีตมือทำคลอดรัฐธรรมนูญ 2550 ในฐานะผู้เคยผ่านประสบการณ์ในวันพิพากษาประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาก่อน

Advertisement

ให้เขาวิเคราะห์การเดิมพันครั้งสำคัญครั้งนี้ “นรนิติ” เชื่อว่า การเดิมพันครั้งนี้สำคัญกว่าการเดิมพันเมื่อ 9 ปีก่อน

– ข้อแตกต่างระหว่างร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กับ 2559 เป็นอย่างไร

ร่างรัฐธรรมนูญใดก็ตาม ย่อมมีข้อแตกต่างต้องมี เพราะรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับร่างเพื่อเป็นกติกา มุ่งหวังมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในทางการเมือง การปกครอง มีเป้าหมายทั้งนั้น ย้อนไปดูรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับที่ 1 ถึงรัฐธรรมนูญ 2550 จะไปบอกว่าฉบับใดดีว่าฉบับใดต้องเป็นเรื่องที่สังคมให้ความคิดเห็น ผมในฐานะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คงไม่ไปติว่าฉบับเราดีกว่าเขา ฉบับเขาดีกว่าเรา และรัฐธรรมนูญทุกฉบับมีข้อดี ข้อที่ด้อยต้องดูภาพรวม

– มองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยเป็นอย่างไร

เขาก็เสนอสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลง จะไปบอกว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ดีก็ไม่ได้ ถ้าไปดูการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ก็ต้องการให้เกิดความมั่นคงในทางการเมือง

– รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ฉบับ 50 และปัจจุบัน ความมั่นคงทางการเมือง จะเป็นฝ่ายผู้ยึดอำนาจ หรือฝ่ายไหน

ไม่ใช่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ เขาต้องการให้การเมืองมีเสถียรภาพทั้งนั้น ความมั่นคงทางการเมืองไม่ได้หมายถึงว่าคณะไหน แต่หมายถึงของประเทศ ก็คงไม่อยากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วเกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองและรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารไม่ใช่ 2 ฉบับ 2550 และฉบับที่ร่างอยู่ในปัจจุบัน ถามว่ารัฐธรรมนูญ 2492 รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 รัฐธรรมนูญ ปี 2517 แต่หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใหญ่ปี 2516 รัฐธรรมนูญ 2521 ก็ต้องโยงไปหลังการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 ดังนั้น

รัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่ต้องเกิดเหตุการณ์ที่พลิกแผ่นดิน หรือการยึดอำนาจ มีฉบับเดียวที่ไม่มีการยึดอำนาจคือรัฐธรรมนูญ 2489 เพราะมีเหตุการณ์ปกติ ขอปรับรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 แล้วยกเลิกสมาชิกประเภทแต่งตั้ง เพื่อให้มี 2 สภา

– ตอนอาจารย์เป็นประธาน สสร. ครั้งนั้นมีการรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันก็มีแนวโน้มเหมือนฉายซ้ำหนังม้วนเก่า มีข้อแนะนำที่จะให้ผ่านประชามติหรือไม่

เวลานี้ผ่านมา 10 ปี แล้ว ลองไปย้อนอ่านเอกสารต่าง ๆ บางอย่างเป็นธรรมกับผู้ร่างไหม ผมไม่อยากบอก ตอนนั้นมันหน้าสิ่วหน้าขวาน ผู้ร่างตกที่นั่งลำบากทั้งนั้น เพราะคนที่ไม่ชอบรัฐธรรมนูญมีเป็นร้อยมาตรา คนไม่ชอบมาตราเดียวก็บอกว่าไม่ชอบ คนร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ถูกกล่าวหาเยอะเลย เช่น ระบบเลือกตั้งเขตเดียวสามคน มีคนถามว่าจะช่วยใคร เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ถูกกล่าวหาว่าช่วยพรรคการเมืองบางพรรค แล้วจริงหรือเปล่า พรรคนั้นชนะเหรอ

ตอนปี 2550 ชัดเจน ที่ใช้การรณรงค์ทุกรูปแบบ เป็นธรรมหรือไม่ มีการรณรงค์ว่าเราเปลี่ยน ให้อำนาจโดยเฉพาะหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เป็นความจริง ดังนั้น เวลารณรงค์ต้องมีกติกาให้ดี รณรงค์บอกไม่รับเพราะอะไร คงเป็นสิทธิ สื่อมวลชนต้องให้โอกาสทั้งสองฝ่าย ความรู้สึกก็ต้องระมัดระวัง

– กลยุทธ์โจมตีร่างรัฐธรมนูญใต้ดิน อาจจะกลับมาอีก

กรรมาธิการยกร่างต้องไปชี้แจง แต่ กรธ.ต้องอดทนเหมือนคนที่ร่างฉบับ 2550 ก็ต้องอดทนเวลาเขาด่า

– บทเรียนที่จะแนะนำ กรธ. คืออะไร

เล่าความจริงให้ฟังว่าก็ถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ต้องอดทนและชี้แจง แต่ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญก็ต้องมีคนวิจารณ์ แล้วสิ่งที่ร่างมาก็ไปกระทบผลประโยชน์ใครก็ต้องโวย ถ้าไม่โวยก็เป็นไปไม่ได้

– ฉบับอาจารย์มีชัย ถูกโวยในประเด็นเดิมที่รัฐธรรมนูญ 2550 เคยเจอ คืออำนาจองค์กรอิสระที่ทำให้เกิดเดดล็อกทางการเมือง

อันนั้นผมไม่รู้ แต่ไปบอกว่าเดดล็อกแล้วไปฉีกรัฐธรรมนูญมันไม่ใช่หรอก แล้วยังคิดว่าการพิจารณาของ กรธ.ยังไม่ยุติ ก็ยังต้องฟัง เขาอาจจะแก้ไขบ้างก็ได้ เราไม่รู้ จะให้ดีร่างไฟนอลแล้วถึงจะรู้ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ต้องหลังวันที่ 1 เม.ย.

– ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะถึงเดดล็อกอย่างที่มีการกล่าวถึงหรือไม่

ผมไม่คิดหรอกว่าเกิดเดดล็อก เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเขาร่างเพื่อให้ ถ้าประกาศใช้แล้วจะไปสู่จุดหมายอันนั้น เพื่อแก้ไขบางอย่างในการเมือง เขาก็ต้องมุ่งหวังให้ดี อย่างเสถียรภาพทางการเมืองในสังคมไทย เข้าใจว่าทุกคนต้องการเสถียรภาพทางการเมือง แต่มันยาก เพราะความขัดแย้งทางการเมือง เพียงแต่ทำอย่างไรให้แก้ไข เข้าใจ โต้แย้งกันโดยสันติวิธี

แต่ความขัดแย้งทางการเมืองมีอยู่เรื่อย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันคงพยายามเหมือนผู้ร่างสมัย 2550 ที่พยายาม ปี 2550 มีจุดหมายว่า เราต้องทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกตรวจสอบได้ไม่ยาก เพราะอำนาจของคนเป็นรัฐบาลไม่ใช่ของคนเหล่านั้น แต่เป็นอำนาจของประชาชน จึงต้องตรวจสอบง่าย รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไปทำนองนั้น

– เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ถูกฉีก อาจารย์อยากย้อนกลับไปแก้สิ่งที่เคยร่างหรือไม่

ผมพอใจตั้งแต่วันประกาศใช้ เพราะตรวจสอบรัฐบาลได้ ถูกกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ผมก็บอกว่าไม่ใช่เจตนา แต่การตรวจสอบรัฐบาลได้ง่าย และมีผลทำให้รัฐบาลอ่อนแอเราก็ยอมรับ แต่ตั้งใจให้รัฐบาลถูกตรวจสอบได้ เพราะรัฐบาลมีอำนาจ แต่มีผลก็รับ ความเห็นที่ต่างด่าเรา เราก็รับ ยอมรับว่าเป็นอย่างนี้ แต่สิ่งที่เขาด่าอาจไม่ถูกก็ได้

เราจะกลับคืนไปสู่ภาวะปกติก่อนการยึดอำนาจ คนบอกว่าดีเหรอคืนอำนาจ คนทะเลาะกันจะตาย ผมบอกไม่ใช่..ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินสิ แค่นั้นซึ่งเราไม่ได้ทำการใหญ่โตมากมาย เราทำเป้าหมายสองประการ แล้วใช้มาประมาณ 8 ปี แล้วยังมีปัญหาก็ไม่รู้ทำอย่างไร ผมไม่อยากให้รื้อแล้วร่างใหม่ เราอยากให้แก้ไข แล้วค่อย ๆ แก้ไขมันดีกว่า มันมีเวลาพูดกันยาว เรื่องบางอย่างกว่าจะรู้ว่าถูกหรือผิดมันใช้เวลานาน

แล้วรัฐธรรมนูญร่างมาไม่ใช่ผู้ร่างทุกคนจะเห็นพ้อง ดูจากเราโหวตก็ได้ แต่ละมาตราชนะกันไม่มาก แต่ทุกอย่างต้องมีข้อยุติแล้วต้องดูภาพรวมของรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญแม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่จะถูกรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 35 ล็อกไว้ว่าต้องเขียนอย่างไร แต่การทำรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ถูกล็อกไว้โดยรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ว่าต้องทำตามนี้เช่นกัน และยิ่งแย่กว่านั้นอีกให้ต้องทำภายใน 6 เดือน และต้องไปทำประชามติเป็นครั้งแรก มันขึ้นอยู่กับกติกาว่าจะรับยกร่างรัฐธรรมนูญไหม ผมดันไปรับร่างรัฐธรรมนูญให้เขา ก็ไม่ว่าอะไร

– ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นจำเลยทุกยุค

ก็เป็นจำเลยทุกที สมัยก่อนมันวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ มันไม่มีสิทธิเสรีภาพเท่านี้ เพื่อความเป็นธรรมลองย้อนไป การร่างรัฐธรรมนูญบางสมัยไม่มีสิทธิขนาดนี้ ประชาชนเริ่มมีสิทธิปี 2517 เพราะหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา สิทธิมันมากก็วิจารณ์ได้มาก ก่อนหน้านั้นก็วิจารณ์ไม่มาก ร่างรัฐธรรมนูญสมัยจอมพลสฤษดิ์ก็วิจารณ์ไม่มาก ร่างมา 9 ปี สมัย 2491 ก็วิจารณ์ไม่มาก มันขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม

– สภาพแวดล้อมในการทำประชามติในปี 2550 กับปัจจุบัน ครั้งไหนเดิมพันมากกว่า

ตอนนี้อาจจะหนักกว่าก็ได้ เพราะคนในสังคมถูกแบ่งพวก แบ่งฝ่ายไปมาก ตามจริงก็คิดถึงภาพรวมของประเทศก็น่าเป็นห่วง เพราะประชาธิปไตยต้องประนีประนอมกัน ไม่มีหรอก ได้ ได้อย่างเดียว เสีย เสียหมด

– แต่วันนี้ไม่มีคำว่าประนีประนอมทางการเมือง

ผมก็คิดว่ามีประนีประนอมบ้าง จะไม่ประนีประนอมเลย มันจะทะเลาะกันทุกเรื่องได้อย่างไร ฝ่ายการเมืองก็เป็นตัวจักรสำคัญ คนที่เล่นการเมืองต้องเสียสละ ถ้าเราย้อนไปดูเมื่อฝ่ายการเมืองไม่ยอมซึ่งกันและกันมันก็เป็นปัญหาแผ่นดิน

– หากประชามติปี 2550 ไม่ผ่าน และประชามติปี 2559 ไม่ผ่าน คมช. หรือ คสช.จะเสียหายกว่ากัน

ผมคิดว่าไม่ผ่าน…. คนที่มีอำนาจ มีลู่ทางต้องหาทางแก้ไข จะแก้ไขอย่างไรไม่รู้หรอก แต่เชื่อว่ามีทางออก

– รัฐบาลยังไม่มีทางออกถ้าประชามติไม่ผ่าน

แปลเจตนาได้ไหมว่าอาจตั้งใจใช้แผนสำรองเอารัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านมาปรับใช้ ถ้าผ่านก็ไม่ต้องหยิบฉบับใดฉบับหนึ่ง ก็ใช้ฉบับนี้ แต่ฉบับนี้ต้องไปดูหลังวันที่ 1 เม.ย. ก็คงมีการปรับกันบ้าง

– ประเมินแล้วว่าผ่านประชามติหรือไม่

ถ้าจะประเมินหลังจากฉบับไฟนอล มันถึงจะรู้ว่าเขาแก้แล้วเหลืออย่างไร เหลือจุดที่คนต่างกันอย่างไร ฝ่ายการเมืองต่างกันอย่างไร คนบางทีคนก็อยากเลือกตั้ง อยากออกเสียง

– ใครควรถอยระหว่าง การเมือง หรือ กรธ.

ประนีประนอมหมายถึงเรื่องมันอยู่ในมือนักการเมือง ประชาธิปไตยต้องประนีประนอม ไม่มีใครชนะเต็มร้อย หรือแพ้เต็มร้อย การปกครองในประเทศประชาธิปไตยมันไม่มี เพราะการชนะ ชนะเพื่อให้มาเป็นผู้บริหารประเทศ ไม่ได้ชนะมาให้ทำทุกอย่าง แพ้ก็ไม่ใช่แพ้ทุกอย่าง มันแพ้ชนะเรื่องใครจะเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการประเทศระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

– ในฐานะผู้เคยร่างรัฐธรรมนูญรู้สึกอย่างไรที่รัฐธรรมนูญเป็นจำเลยถูกฉีกทุกครั้ง

รัฐธรรมนูญมันพูดไม่ได้หรอก คนที่เป็นจำเลยเขาก็ดูกรรมาธิการยกร่างว่า มีเขียนสืบต่ออำนาจไหม ก็มีสิทธิสงสัย ผู้ร่างก็มีสิทธิชี้แจง ประชาชนเชื่อใครเราไม่รู้