คอลัมน์หน้า 3 : ธุรกิจ สีเทา จาก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในมือ ประยุทธ์
ความดีใจของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ภายหลังการเข้าพบและเสนอข้อมูล “ธุรกิจสีเทา” ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สามารถ “เข้าใจ” ได้
เพราะจากการเคลื่อนไหวตลอด 4-5 เดือนที่ผ่านมา ต้องถือได้ว่า “ธุรกิจสีเทา” ได้เข้าสู่ความรับรู้ใน “ยอดบนสุด” ของอำนาจบริหาร
เป็น “นายกรัฐมนตรี” เป็นรัฐมนตรี “กลาโหม”
ขณะเดียวกัน หากมองจากการอยู่ในบรรยากาศสมัครเข้าเป็น “สมาชิก”และเข้าสู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ
ยิ่งสร้างความมั่นใจ ยิ่งมองเห็นความสำเร็จอยู่แค่เอื้อมประเด็นมิได้อยู่ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยอมรับ “ข้อมูล” หรือไม่ หากยังอยู่ที่ว่าจะดำเนินการอย่างไรมากกว่า
ตรงนี้ย่อมอยู่ในสายตาของ “สังคม”
กรณีของ “ธุรกิจสีเทา” ได้ให้บทเรียนไม่เพียงแต่ต่อ 1 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในฐานะผู้เปิดโปงอย่างสะท้อนลักษณะ “กัมมันตะ”เท่านั้น
หากที่สำคัญ คือ ความรับรู้ของ “สังคม”
เป็นความรับรู้ที่ว่า การได้มาซึ่ง “ข้อมูล” อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมี “วิธีการ” ในการนำเสนออย่างเหมาะสม
ต้องยอมรับว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เก่ง
ความเก่งมิได้อยู่ที่การพุ่งเป้าไปยัง “ตำรวจ” อันถือได้ว่าเป็นพื้นฐานแห่งกระบวนการยุติธรรมโดยรวมเท่านั้น
หากแต่ยังวาง “เครือข่าย” เอาไว้อย่างรอบด้าน
นั่นก็คือ การต่อสายไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษแห่งกระทรวงยุติธรรม นั่นก็คือ การต่อสายไปยังสำนักอัยการสูงสุด
และสัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับ “สื่อ”
ด้วยวิธีบริหารและจัดการกับ “ข้อมูล” และสัมพันธ์กับ “สื่อ”อย่างแนบแน่น ทั้งเป็นสื่อ “เก่า” และสื่อ “ใหม่”
ผลก็คือ ก่อให้เกิด “แนวร่วม”อันกว้างใหญ่
ผลก็คือ ภายในกระบวนการนำเสนอ “ข้อมูล” ทำให้ทุกสิ่งที่นำเสนอดำเนินไปอย่างเป็นสมบัติของ
“สาธารณะ”
“ธุรกิจสีเทา” จึงมิได้เป็นเรื่อง “ส่วนตัว”
อาจถือได้ว่าเป็นผลงานจากการนำเสนออย่างเอาการเอางานของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในท่วงทำนองของ “ศิลปินเดี่ยว”
แต่ก็อยู่ในสายตาของ “รัฐสภา”ของ “พรรคการเมือง”
เรื่องจึงมิได้เริ่มต้นและจบสิ้นเพียงแต่มีการทำความเข้าใจเฉพาะตัวระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
หากแต่อยู่ที่ “บทสรุป” และความเห็นชอบจาก “สังคม”
แท้จริงแล้ว การที่เรื่องทั้งหมดได้ไหลไปอยู่ในความรับรู้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่ากับเป็นการเริ่มบทใหม่
เป็นความรับรู้ในลักษณะ “ร่วม”
ทุกองคาพยพอันเป็นองค์ประกอบของสังคมจำเป็นต้องยิ่งให้ความสนใจว่าบทสรุปของ “ธุรกิจสีเทา” จะเป็นอย่างไร
นี่คือสิ่งที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จำเป็นต้องสนใจ

