คำสั่งฮือฮา ‘3 แกน รทสช.’ นั่งที่ปรึกษานายกฯ

12.01.23 | 08:59 น.

คำสั่งฮือฮา ‘3 แกน รทสช.’ นั่งที่ปรึกษานายกฯ

เรียกเสียงฮือฮาในทางการเมือง เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดตัวสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ถือฤกษ์ดีในช่วงย่ำค่ำวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ประกาศตัวชัดว่าพร้อมสานงานต่อในทางการเมือง

แต่ในวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์จรดปากกาแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี รวดเดียวถึง 3 คน คือ นายชัชวาลล์ คงอุดม, นายชุมพล กาญจนะ และนายเสกสกล อัตถาวงศ์

ทั้งสามได้รับแต่งตั้งด้วยเหตุผลเดียวกันคือ “เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย”

ก่อนหน้านั้นได้แต่งตั้ง นายดิสทัต โหตระกิตย์ สลับจากเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษานายกฯ โดย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากที่ปรึกษานายกฯ มาเป็นเลขาธิการนายกฯ ที่สวมหมวกอีกใบเป็นหัวหน้าพรรค รทสช.

นอกจากนี้ ยังตั้ง “ดร.สามสี” ไตรรงค์ สุวรรณคีรี นั่งเป็นกุนซือนายกฯ อีกคน

Advertisement

หากจะสแกนขุนพลข้างกายของ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่แต่งตั้งมาช่วยทำหน้าที่ลุยงานการเมืองเกือบทั้งหมด ยกเว้น “นายดิสทัต” ล้วนเป็นขุนพลระดับแกนนำในพรรค รทสช.ทั้งสิ้น แม้ในทางกฎหมาย ตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน นายกฯสามารถแต่งตั้งบุคคล ผู้ทรงคุณวุฒิ มาทำหน้าที่เลขาฯ ที่ปรึกษานายกฯ ที่ปรึกษาของนายกฯ ประจำสำนักนายกฯ ได้หมด ไม่ได้ผิดประการใด

แต่ความเหมาะควรในทางการเมืองที่ นายกฯสวมหมวกอีกใบเป็นสมัครสมาชิกพรรค รทสช. แต่แต่งตั้งแกนนำพรรค รทสช. มาเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ อาจถูกตั้งคำถาม

และคนที่จะตั้งคำถามหนึ่งในนั้น ปรากฏตัวแล้ว นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) เผยว่าเตรียมตั้งกระทู้ถามสดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี

“ในทางการเมือง มารยาท จริยธรรม นายกรัฐมนตรีเขาจะไม่ทำในช่วง 2-3 เดือนสุดท้าย เพราะเขาถือว่าการที่ไปลงนามเป็นประโยชน์ต่อนายกรัฐมนตรีและบริวาร”

ขณะที่คนในรัฐบาลพยายามชี้แจงถึงการตั้งที่ปรึกษาฯ ก็มิได้ช่วยลดทอนความเคลือบแคลงเกี่ยวกับความเหมาะสมแต่อย่างใด

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ต่อเรื่องดังกล่าว ทาง พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวกลางวงประชุม ครม.ว่า มีการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่คลาดเคลื่อน สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนในประเด็นการแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เป็นที่ปรึกษาฯที่รับผลตอบแทน แต่เป็นที่ปรึกษาฯ ตั้งโดยไม่มีเงินเดือนและไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไรเพิ่มเติม แต่ถ้าเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีจะเป็นข้าราชการการเมือง ในปัจจุบันแต่งตั้งไปทั้งหมด 5 คน

ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พยายามอธิบายกับนักข่าวว่า ได้ตรวจสอบแล้ว ขอยืนยันว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี” ไม่ใช่ข้าราชการการเมือง เพราะตำแหน่งข้าราชการการเมืองคือตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” ซึ่งมีได้แค่ 5 คน และตอนนี้เต็มหมดแล้ว ตำแหน่งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นตำแหน่งลอยๆ ไม่ได้รับเงินเดือน และไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ เป็นการแต่งตั้งตามกฎหมายระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11 (6) ซึ่งเป็นบทบัญญัติเดียวกันกับการแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นที่ปรึกษา กรรมการ อนุกรรมการ หรือผู้มาช่วยงาน อย่างไรก็ได้ และสามารถกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับบุคคลนั้นๆ เฉพาะเวลาที่ไปปฏิบัติภารกิจให้เท่านั้น

นายวิษณุย้ำอีกว่า “การแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกฯทั้ง 3 คนไม่ใช่ข้าราชการการเมือง เป็นเพียงตำแหน่งลอย และยืนยันทั้ง 3 คนที่ถูกแต่งตั้งมาไม่ได้เข้ามาเพื่อช่วยการเลือกตั้ง”

เช่นเดียวกับ “แรมโบ้” นายเสกสกล กล้ายืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ลงนามคำสั่งแต่งตั้งแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ 3 คน เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การฉวยโอกาสทางการเมือง เพื่อเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงให้กับพรรค

“การใช้งบประมาณของรัฐ เพื่อการหาเสียงเป็นการส่วนตัวไม่มีอย่างแน่นอน แต่ใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการแก้ปัญหาก็เป็นอีกเรื่อง อีกทั้งที่ปรึกษาฯทั้ง 3 คน ไม่ได้รับเงินเดือนในการดำรงตำแหน่งครั้งนี้”

อย่างไรก็ตาม ต่อคำกล่าวที่ว่า ไม่ได้แต่งตั้งมาเพื่อช่วยการเลือกตั้ง หรือจะพยายามยืนยันการตั้งที่ปรึกษาของนายกฯ ครั้งล่าสุด ไม่มีค่าตอบแทน นั่นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่อำนาจของที่ปรึกษาฯ ที่ตั้งขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ในช่วงใกล้โหมโรงการเลือกตั้ง หรือในสถานการณ์ชิงความได้เปรียบทางการเมือง ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์พูดชัดบนแท่นโพเดียมบนเวที รทสช.ว่า ต้องการไปต่อ ต้องการสานงานต่อให้จบต่างหากที่เป็นประเด็น

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ปรึกษาฯเหล่านี้สามารถสั่งการข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ได้เช่นกัน เป็นเรื่องที่ถ้าจะมาอธิบายให้มีหลักการและใช้เหตุผลระหว่างบรรทัดของกฎหมายมากแค่ไหน ก็ยิ่งสร้างเครื่องหมายคำถามต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น