ทนายตั้มแจ้งจับ ‘อดีตรองนายกฯ’ แจ้งความเท็จ แฉซ้ำเพิ่งพาเมียไปหย่า มาใช้สู้คดีชู้รัก (คลิป)

12.01.23 | 10:56 น.

ทนายตั้ม แจ้งจับอดีตรองนายกฉาว ปมแจ้งความเท็จ อ้างใช้สินสอดสู่ขอ 20 ล้าน หวังได้ทรัพย์คืน แฉซ้ำพาเมียไปหย่าเพื่อให้เข้าทางกฎหมาย

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 12 มกราคม ที่สน.บางยี่ขัน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน พานายเอ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี สามีของหญิงสาวที่ตกเป็นข่าวฉาวกับอดีตรองนายก ชื่อย่อ ย. เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.น่านนที บูรณะ รอง สว.(สอบสวน) สน.บางยี่ขัน เพื่อดำเนินคดีกับอดีตรองนายกรัฐมนตรีฯ ชื่อ ย. ข้อหาแจ้งความเท็จ กรณีที่อ้างว่าสูญเงินค่าสินสอดสู่ขอฝ่ายหญิงเป็นจำนวนกว่า 20 ล้านบาท

ทนายษิทรา กล่าวว่า วันนี้ตนมาแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตรองนายกรัฐมนตรีในเรื่องแจ้งความเท็จ และในเรื่องให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวน เรื่องการสู่ขอฝ่ายหญิง หรือมีการหมั้นกัน โดยไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงเชื่อว่าเป็นการ แต่งเติมข้อเท็จจริงเพื่อให้เข้าข้อกฎหมายและเพื่อให้ตนเองเรียกทรัพย์สินคืนจากฝ่ายหญิงได้ ซึ่งอดีตรองนายกฯ มีภรรยาที่จดทะเบียนอยู่ด้วยกันมาเป็น 10 ปีโดยตลอด นอกจากนี้กรณีให้เงินไปซื้อคอนโดก็ไม่ใช่เรื่องจริงโดยตนมีหลักฐานกรรมสิทธิ์ รวมถึงทรัพย์สินต่างๆที่บอกว่าให้ฝ่ายหญิงก็ไม่ใช่เรื่องจริง โดยหลักฐานกรรมสิทธิ์การซื้อคอนโด ตั้งแต่ปี 2562 แต่ถ้าอดีตรองนายกเพิ่งมารู้จักกับฝ่ายหญิงเมื่อตอนปี 2565 ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินส่วนนี้อย่างแน่นอน

ทนายษิทรา กล่าวต่อว่า ส่วนเงินที่อ้างว่า ให้ฝ่ายหญิงก็ไม่มีหลักฐานการเบิกถอน และเชื่อว่าตัวเลขอาจจะมีการให้จริง แต่ไม่ถึงหลัก10 ล้านแต่มีการให้บ้างเพราะคบกับชู้รัก ซึ่งเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ ตนได้ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จะแถลงในวันที่ 9 มกราคม ปรากฏว่า อดีตรองนายกฯได้ใช้เล่ห์กลด้วยการพาภรรยาไปหย่าร้างเพื่อที่จะขอคืนทรัพย์สินที่มีการไปหมั้นกับฝ่ายหญิง โดยทำตัวเองให้โสด เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาตอนทราบมาว่า ทางอดีตรองนายกฯได้พาภรรยา ไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตดุสิต เพื่อใช้ในทางกฎหมาย ในการแจ้งความหรือเรียกทรัพย์สินต่างๆคืนได้

ทนายษิทรา กล่าวอีกว่า ส่วนข้อมูลส่วนตัวต่างๆของอดีตรองนายกฯ จะไม่มีทางโซเชียลเนื่องจากเป็น VIP แต่เนื่องจากมีผู้หวังดีเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้แจ้งกับตนมาว่า ก่อนหน้าที่ตนจะมาแถลงข่าว 1 ชั่วโมงทางอดีตรองนายกฯได้ไปจดทะเบียนหย่าร้างกับภรรยาที่ดุสิตซึ่งตนก็นำหลักฐานตรงนี้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนด้วย ควรออกมารับผิดชอบอย่างลูกผู้ชายว่า ตนเองทำผิดพลาดก็จบแล้ว ไม่ใช่โยนความผิดให้คนอื่นโดนข้อหาร่วมกันฉ้อโกงเป็นขบวนการด้วย ซึ่งตัวพ่อของผู้หญิงมีคดีอื่นอยู่และไม่มาพบพนักงานสอบสวนอยู่แล้วทางอดีตรองนายกฯจะรู้ดี และการที่ตำรวจมีความเห็นสั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง เป็นเพียงความเห็นเบื้องต้น แล้วตนก็ได้ทำเรื่องขอความเป็นธรรมที่พนักงานอัยการไปแล้ว ไม่ใช่ว่าพอโดนคดีแล้วครอบครัวนี้จะมีความผิดไป คือศาลยกฟ้องไปแล้ว70 เปอเซนที่มีคำสั่งฟ้องไป

Advertisement

ทนายษิทรา ยืนยันว่าไม่มีพิธีสู่ขอและขอท้าว่าถ้าหากมีจริงมีญาติผู้ใหญ่หรือมีใครรับรู้บ้าง ส่วนกรณีของการตบทรัพย์ ซึ่งยังไม่มีการต่อรองใดๆ หากมีจริงคงมีหลักฐานมายืนยัน ส่วนทรัพย์สินที่บอกว่ามีจำนวนมากถึง 19 ล้านบาทนั้น เชื่อว่ามีการให้จริงแต่มูลค่าไม่ถึงขนาดนั้น ส่วนก่อนหน้านี้ที่สามีของฝ่ายหญิงมาปรึกษาตน เนื่องจากทางสามีขอหย่ากับฝ่ายหญิงแต่ทางฝ่ายหญิงไม่ยอมหย่าด้วย แต่ทางสามีเลยตอบว่าหากไม่ยอมหย่าก็จะฟ้องหย่าและฟ้องชู้คืออดีตรองนายกด้วย ทำให้ทางฝ่ายหญิงได้ไปบอกกับทางอดีตรองนายกทางอดีตรองนายกจึงเดินทางมาแจ้งความกลับทางฝ่ายหญิงด้วย

ส่วนประเด็นเรื่องคอนโดมิเนียมที่อดีตรองนายกฯ รายนี้อ้างว่าซื้อให้กับหญิงสาววัย 25 ปี คนนี้ ทนายตั้มยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พร้อมแสดงหลักฐานหนังสือกรรมสิทธิห้องชุดย่านวงเวียนใหญ่ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ขนาดประมาณ 35 ตารางเมตร ซึ่งจดจำนองตั้งแต่ปี 2562 ก่อนที่ทั้งสองคนจะรู้จักและคบชู้กัน

นายษิทรา กล่าวอีกว่า อดีตนายกฯ เคยจดทะเบียนสมรสแล้ว และเพิ่งจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ที่อำเภอสามพราน จ.นครปฐม ก่อนหน้าที่ตัวเองจะแถลงข่าวเปิดประเด็นเรื่องนี้เพียงหนึ่งชั่วโมง ส่วนตัวมองว่าเป็นการจดทะเบียนหย่าเพื่อเปลี่ยนสถานะตัวเอง ให้เอื้อต้องการดำเนินคดีเพื่อเรียกเอาทรัพย์สินคืนจากฝ่ายหญิง

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ทนายษิทรา ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคมผ่านมาได้ไปอดีตรองนายกฯ ย.จดทะเบียนหย่าด่วนกับภรรยาที่อำเภอสามพราน เพื่อให้เข้ากฎหมายเรียกสินสอดคืนตามที่แจ้งความกับผู้หญิงและครอบครัว ซึ่งไม่เป็นผลช่วยในการทวงสิทธิ์คืน ทุกอย่างเป็นไปด้วยความฉุกละหุกในออนไลน์ไม่มีประวัติเกี่ยวกับภรรยาอดีตรองนายกฯ ไม่สามารถสืบค้นได้ด้วย สืบค้นไม่มีหน้า ไม่มีสถานะ แต่กรณีนี้ตนโชคดีมีคนตาดีอยู่อำเภอสามพราน มีวีไอพีเข้าไปที่ห้องรับรองส่วนตัวเข้าไปที่ห้อง อดีตภรรยารีบจัดจนเอาลืมบัตรประชาชนมา ต้องทำบัตรประชาชนใหม่เพื่อใช้ในการจดทะเบียนหย่า ต่อมาวันที่10- 11 มกราคม อดีตภรรยา ได้มาที่สำนักงานเขตดุสิตอีกครั้งแล้วทำบัตรประชาชนใหม่อีกรอบโดยเปลี่ยนไปให้นามสกุลเดิมของตัวเอง

ทนายษิทรากล่าวว่า นอกจากนี้ตนมีแชท ที่เห็นว่าฝ่ายหญิงมีสามีอยู่แล้ว ขณะคบอดีตรองนายก”ย.” ซึ่งย.รู้เรื่องฝ่ายหญิงมีสามี และเชื่อว่าที่อ้างว่ามีพิธีสู่ขอนั้น ไม่น่ามีจริงไม่มีภาพหลุดออกมาเลย เพราะชอบถ่ายรูปโชว์เพื่อน ตามประสานคนแก่บอกว่าตัวเองมีสาว เป็นการสร้างเรื่องเพื่อเอาเงินคืน ซึ่งขอท้าเลย ความสัมพันธ์ระหว่างอดีตรองนายกฯ เริ่มหลังจากออกจากเรือนจำ เมื่อปลายปี 2565 เชื่อว่ามีไคลแม็กซ์ที่ 3 อยู่ในช่วงสงครามข้อมูลข่าวสาร

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง