อาจจะเป็นด้วยเคยชินกับความไม่ต้องกังวลว่าทำอะไรแล้วจะผิดกฎหมาย เพราะ “รอดมาตลอดทุกเรื่อง”
งานเปิดตัวสู่ “นักการเมืองในกระบวนการประชาธิปไตย” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนาม “แคนดิเดตนายกฯพรรครวมไทยสร้างชาติ” จึงมีปมประเด็นมากมายให้ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.หยิบมากดดัน “กกต.ชุดปัจจุบัน” ให้ต้องชี้แจงต่อสังคม หากต้องการ “สร้างความเชื่อมั่นว่ามีความโปร่งใสในการอำนวยการและจัดการเลือกตั้ง”
เพราะใครจะเป็นผู้ครองเก้าอี้ผู้นำประเทศไทย แม้จะยังอยู่ในยุคสมัยที่การสืบทอดอำนาจยังเป็นปฏิบัติการต่อเนื่อง แค่ถึงวันนี้ความจำเป็นต้องประนีประนอมกับ “อำนาจประชาชน” ผ่านการเลือกตั้ง มีมากขึ้น
ภาพลักษณ์ที่จะสร้างบารมีผู้นำ จึงต้องมีทั้ง 2 แบบคือ “คือผู้ควบคุมกติกาที่ออกแบบไว้ และกลไกที่แต่งตั้งมาสนับสนุน” ขณะเดียวกันต้องเป็น “หัวขบวนพรรคที่จำนวน ส.ส.พอสมควร”
ในคุณสมบัติแห่งยุคสมัยเช่นนี้ จึงเป็นการช่วงชิงที่ดุเดือดยิ่งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้วยมีแต่สองผู้ยิ่งใหญ่นี้เท่านั้นที่ได้ชื่อว่าจะมีโอกาสครอบครองทั้งสองสถานะดังกล่าวได้
แต่กระนั้นก็ตาม แม้จะมีคุณสมบัติครบทั้ง 2 องค์ประกอบอำนาจดังกล่าวเหมือนกันแต่ “พี่ป้อม” กับ “น้องตู่” ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด ในรายละเอียดมีความเด่น ความด้อยกันไปคนละทาง
ขณะความเชื่อมั่นของ “พล.อ.ประยุทธ์” อยู่ที่ “กติกาและกลไก” ที่เกื้อหนุน จาก “กลุ่มอภิสิทธิ์ในอำนาจ”
ด้วยเป็นที่รับรู้ว่า “พล.อ.ประวิตร” ยังไม่แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันนักในสายนี้ แต่ใช่ว่าจะไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว ด้วยพอจะรับรู้กันอยู่เหมือนกันว่า “กลไกที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อเสริมอำนาจนิยม” นั้น “พี่ป้อม” เคลียร์แบบใจถึงใจได้อยู่ไม่น้อย
ขณะที่ในปัจจัย “พันธมิตรกับพรรคการเมือง” ในฟาก “อำนาจประชาชน” ชัดเจนว่าเก๋ากว่า “น้องตู่” อยู่หลายขุม
ยิ่ง ไตรรงค์ สุวรรณคีรี บิ๊กเนม “พรรคน้องตู่” เล่นบทไล่ด่าประชาชน “ไม่ใช้สมองในการเลือกตั้ง” และมอง “นักการเมืองจากการเลือกตั้ง” เลวร้ายรุนแรง ด้วยคำ “โจรเลือกหัวหน้าโจร” จึงตีกรอบให้ “น้องตู่”
ต้องไปเดินในทางแคบในสนามอำนาจประชาชน เพราะนักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชนอิหลักอิเหลื่อที่จะร่วมเดินด้วย
ดังนั้นหาก “พี่ป้อม” ทำให้เห็นภาพว่า “เคลียร์อีลีทการเมืองได้” คงไม่ต้องถามว่า “นักการเมืองที่มาจากประชาชน” จะสะดวกใจกับใครมากกว่า
ระหว่าง “พี่ป้อม” กับ “น้องตู่” นับจากนี้คงต้องวัดกันดุเดือดว่าใคร ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในฟาก “อำนาจนิยม” มากกว่าทั้งจาก “อีลีทการเมือง” และ “พรรคการเมืองในสายอำนาจนิยม”
อย่างไรก็ตาม แม้ยังมีคนจำนวนไม่น้อยยังเชื่อว่า ผู้ที่จะมานำประเทศไทยเราต่อไปหนีไม่พ้นจะต้องยังเป็น “เครือข่ายของอำนาจนิยม” แต่มีคนอีกมากเช่นกันที่เห็นว่า เส้นทางของ “อำนาจนิยม” เริ่มมีอุปสรรคมากมายในการที่จะ “สืบทอด” ต่อไป
เนื่องจาก “ผลงานกว่า 8 ปี” ที่ผ่านมา น่าจะเป็นส่งผลต่อการเลือกตั้งที่อย่างไรเสีย “อำนาจประชาชน” จะมีความสำคัญมากขึ้น อาจจะถึงระดับเหนือกว่า “กติกาและกลไกที่ถูกดีไซน์เพื่อคนบางกลุ่ม”
เป็นไปได้ที่ “ผู้ได้ครองอำนาจ” จะจำกัดไว้ที่ “พรรคที่ชนะการเลือกตั้ง” โดย “นักการเมืองส่วนใหญ่” จะเลือกยืนอยู่ข้าง “อำนาจประชาชน” มากกว่า แทนที่เอาแต่ “หากินอย่างยอมสยบกับกลไกสืบทอดอำนาจ”
ทั้งนี้ เพื่อ “ภาพลักษณ์” ที่ดีกว่าในฐานะ “สถาบันของระบอบประชาธิปไตย”
และยังมีความเป็นไปได้ว่า “ผลการเลือกตั้ง” จะบังคับให้พรรคการเมืองฟาก “เสรีนิยม” ต้องรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของเสียงส่วนใหญ่
เชื่อกันว่า “เจตนารมณ์ของประชาชน” จะค่อยๆ แสดงให้นักการเมืองได้รับรู้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
จะชัดขึ้นในวาระที่ต้อง “ดีเบต” ทิศทางประเทศหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่
ทั้งคำถามของ “พิธีกร” ทั้ง “กระแสประชาชน” ที่จะโหมขึ้นมาให้ทุกพรรคเห็นทางเลือก และให้กลไกอำนาจทั้งหลายต้องทบทวนตัวเอง
“ประเทศต้องก้าวต่อไป” แน่นอน แต่ “ใครจะต้องหยุด” หรือไม่
มีแต่ติดตามอย่างกะพริบตาได้ยากเย็นยิ่ง

