การเลือกตั้งทั่วในปี 2566 หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ กรณีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ครบวาระ การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม โดยหลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่า
ผลของการเลือกตั้งที่ออกมานั้นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อทางการเมือง โดยเฉพาะโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่
ขณะที่ปัจจัยที่จะเป็นตัวชี้ขาด ผลแพ้-ชนะการเลือกตั้งของแต่ละพรรค ที่เปรียบเสมือนเป็น 3 หมัดเด็ด นั่นคือ 1.ตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2.นโยบาย และ 3.ตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ ที่จะต้องผ่านยุทธศาสตร์การนำเสนอเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ที่แต่ละพรรคโฟกัส คือ บุคคลที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯของแต่ละพรรค ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 กำหนดให้พรรคเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเสนอให้ดำรงตำแหน่งนายกฯได้ 3 ชื่อ
รวมทั้งผ่านด่านที่ต้องมีเสียง ส.ส.ไม่น้อยกว่า 25 เสียง ในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ให้รัฐสภาโหวตเลือก ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง
แคนดิเดตนายกฯของแต่ละพรรคที่อยู่ในสปอตไลต์และมีความเป็นไปได้ที่จะได้เสียง ส.ส.เพียงพอ เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตเลือก แบ่งชัดตามจุดยืนในทางการเมือง คือ ขั้วอนุรักษนิยม
นำโดย “พล.อ.ประยุทธ์” ที่เปิดตัวเฟสแรกเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หากไม่มีอะไรผิดพลาดย่อมจะต้องเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯในจังหวะต่อไปอย่างแน่นอน
โดยจุดขายของพรรค รทสช. แม้จะยังไม่เห็นผ่านตัวนโยบาย มีเพียงเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุในงานวันเปิดตัวเข้าสมัครสมาชิกพรรคว่า ต้องการมาสานต่องานหลายๆ อย่างที่คั่งค้าง รวมทั้งการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่านการปรับแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน ให้สำเร็จผ่านการเป็นรัฐบาลอีกสมัย
ขณะที่แคนดิเดตของพรรคอื่นๆ ในขั้วรัฐบาลเดิม ที่มีความเป็นไปได้ คือ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ย่อมต้องได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค โดยจะชูนโยบายทั้งเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาความยากจนให้กับประชาชน ผ่านชุดนโยบายที่จะนำเสนอเฟสแรกในวันที่ 17 มกราคมนี้ ส่วนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่าเสนอแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพียงแค่ชื่อเดียว คือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ผ่านจุดแข็งด้วยการขับเคลื่อนการเมืองด้วยความเป็นเอกภาพ ผ่านสโลแกน “พูดแล้วทำ” ในการเดินหน้าทุกนโยบาย
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แน่นอนต้องมีชื่อของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. เป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วยนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตรหลักๆ ทุกตัว เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน
ส่วนแคนดิเดตนายกฯจากขั้วเสรีนิยมประชาธิปไตย นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ยืนยันจะส่งแคนดิเดตนายกฯครบ 3 ชื่อ แม้จะยังไม่ประกาศชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ความเป็นไปได้ทั้งปัจจัยและเงื่อนไขในทางการเมือง ย่อมมีชื่อของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย
รวมทั้ง เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่มีจุดเด่น คือ การเป็นคนรุ่นใหม่และนักธุรกิจที่มีความเข้าใจในภาพรวมเศรษฐกิจ รวมถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ อีกทั้งยังมีจุดแข็งในด้านนโยบายของพรรค พท. โดยเฉพาะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต โดยนโยบายของพรรค พท.ที่เปิดมาในเฟสแรก และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของทุกภาคส่วน คือ นโยบายค่าแรงวันละ 600 บาท และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี เดือนละ 25,000 บาท ที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2570
นอกจากนี้ยังมี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่จะเป็นแคนดิเดต
นายกฯของพรรคเพียงชื่อเดียว ด้วยจุดแข็งการมีอุดมการณ์พรรคที่มีจุดยืนมั่นคง
ผ่านชุดนโยบาย “สวัสดิการไทยก้าวหน้า” คือการสร้างระบบสวัสดิการถ้วนหน้า-ครบวงจร ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนแก่ มุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งโครงสร้างของสังคม ปฏิรูประบบราชการ มุ่งสู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
การนำเสนอนโยบาย ถือเป็นหลักการที่ดีตาม ระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ที่แต่ละพรรคจะต้องนำเสนอชุดนโยบายให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง ส่วนเนื้อหาสาระในตัวนโยบายของแต่ละพรรคย่อมจะสะท้อนหลักการและวิธีคิด รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนว่าแต่ละพรรคให้น้ำหนักและความสำคัญในด้านใดแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่มองตรงกันว่าคงไม่พ้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง และความเหลื่อมล้ำในสังคม
ส่วนนโยบายของพรรคไหนจะถูกใจประชาชนมากน้อยเพียงใด “ผลการเลือกตั้ง” จะเป็นคำตอบชี้วัดที่ชัดเจนที่สุด

