หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา มีแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปีเปลี่ยนเป็นไม่มีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง
ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

หลักการเรื่องการกำหนดวาระนายกฯ 8 ปี นานาอารยประเทศในระบบรัฐสภาไม่มีการกำหนดหรือจำกัดวาระการเป็นนายกรัฐมนตรี หากแต่ปล่อยให้เป็นเจตจำนงเสรีของประชาชน ถ้าชนะเลือกตั้งประชาชนยังนิยมอยู่ก็เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ภายใต้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อยึดหลักการนี้หากมองย้อนกลับไปในวันที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในร่างทรง คสช.จะทำให้ภาพของรัฐธรรมนูญจึงขัดต่อหลักการสากลในทางประชาธิปไตย
ส่วนที่ ส.ว.บางคนอ้างเรื่องประธานาธิบดีของประเทศจีนที่อยู่หลายวาระซึ่งเป็นคนละเรื่องคนละระบบ เนื่องจากจีนเป็นระบบสังคมนิยมมีเพียงพรรคเดียว การเลือกตั้งไม่มีพรรคอื่นแข่งขันเหมือนในระบอบประชาธิปไตย ระบบจึงมีการผูกขาดอำนาจ การบริหารราชการแผ่นดินเป็นลักษณะการ “แบ่งอำนาจ” จากส่วนกลางให้เท่านั้น ในเมื่อเหตุผลของการกำหนดข้อจำกัดระยะเวลาการเป็นนายกฯที่แตกต่างกันจะนำมาเทียบเคียงเพื่อปรับใช้ย่อมไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเปลี่ยนวิธีการมองว่ากติกาปัจจุบันไม่ได้มาจากความเป็นประชาธิปไตย เพราะคนร่างรัฐธรรมนูญมีต้นทางจากอำนาจอันมิชอบ การเขียนกฎหมายจำกัดสิทธิของนายกรัฐมนตรีที่มาจากวิธีการอันมิชอบหรือไม่เป็นประชาธิปไตยไว้ที่ 8 ปี ก็จะเห็นความชอบธรรมได้บ้าง เพราะเป็นการจำกัดอำนาจอันไม่ชอบด้วยหลักการ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกเลิกวาระนายกรัฐมนตรี 8 ปี จึงทำให้เห็นภาพเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญชัดกว่าเดิมว่าเนื้อแท้มิได้ป้องกันการผูกขาดอำนาจ แต่เป็นการป้องกันคนบางคน หรือเอื้อให้บางคนมีอำนาจ โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกีดกันและหากจะย้อนถามไปที่ กลุ่ม ส.ว.ที่กำลังคิดแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกวาระนายกฯ 8 ปี ก็น่าตั้งคำถามว่าไม่สนใจสิ่งที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อ้างเจตนารมณ์กฎหมายว่าป้องกันการผูกขาดอำนาจหรือว่าหลักการนี้ไม่ต้องใช้ถ้าคนที่เป็นนายกฯชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และต้องใช้อย่างเคร่งครัดหากเป็นคนอื่น
หากมองในแง่ผลประโยชน์จากกติกานี้ในปัจจุบัน การที่พรรคเพื่อไทยส่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็เท่ากับว่ากติกานี้ไม่เป็นประโยชน์กับฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์อีกต่อไป รวมถึงอาจมีการตีความไปปิดกั้นอดีตนายกรัฐมนตรีในอดีตด้วย ดังนั้นเมื่อผู้เล่นของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่ นายทักษิณ ชินวัตร การยกเลิกกติกาจึงยิ่งชัด
ตอนนี้จึงเท่ากับว่าประเทศไทยมิได้เขียนกฎหมายอันเป็นหลักการเพื่อหลักการ หากแต่เขียนเพื่อตอบสนองการสืบทอดอำนาจของใครบางคน โดยเฉพาะเมื่อเห็นทางตันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาจากการรัฐประหาร ได้ทำการแต่งตั้ง ส.ว. ครั้นเมื่อหาก พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสกลับมาเป็นนายกฯจะเป็นได้อีก 2 ปี เหล่า ส.ว.ก็กำลังจะกลับมาแก้กติกาเพื่อขัดแข้งขัดขาตัวเอง หรือหากจะคิดต่อไปว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาเป็นนายกฯได้จะแก้รัฐธรรมนูญให้ ส.ว.อยู่โหวตตัวเองในอีก 4 ปีข้างหน้าได้อีกหรือไม่ แบบนี้ก็เท่ากับว่าประเทศไทยก็จะเวียนว่ายตายเกิดอยู่แบบนี้
ส.ว.ที่มาจากมรดกบาปของ คสช.ที่กำลังจะสวมหน้ากากคนดีให้กับประเทศไทย แต่การกระทำนั้นเป็นการชำเราหลักการสากลทางกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงควรตระหนักว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมีวาระ 8 ปีในระบอบประชาธิปไตยถือเป็นเรื่องถูกต้องและควรทำ
แต่ในขณะเดียวกันการจำกัดวาระ 8 ปีของนายกรัฐมนตรีในร่างเงา คสช.ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแบบปัจจุบันก็ถูกต้องและควรทำต่อไปเช่นกัน และหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ ควรแก้ไขหลังจากสิ่งแปลกปลอมในสายตาของระบอบประชาธิปไตย คือ 250 ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งเหล่านี้พ้นจากตำแหน่งไปเสียก่อนและให้ตัวแทนของประชาชนมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่

เป็นกลยุทธ์โยนหินถามทาง เพื่อปั่นกระแสและสร้างราคาให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้อยู่ยาว ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเพิ่มค่าตัวทางการเมือง พร้อมดึงดูดนักธุรกิจ นักลงทุน และท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ ส.ส.ที่ย้ายพรรคมาอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เพื่อสนับสนุนพรรคเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า และผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3
ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลไม่มีผลงานชัดเจน อยู่ในภาวะตกต่ำ หรือขาลง การไปสร้างและเปิดตัว รทสช.ไม่โดดเด่นหรือสร้างความนิยมได้มากนัก ประชาชนตอบรับกระแสน้อยมาก วิธีที่สร้างปฏิกิริยาแบบสั่นสะเทือนวงการเมือง คือ สร้างกระแสการต่ออายุนายกรัฐมนตรี ให้ประชาชนสนใจ ติดตามข่าวสารตลอดเวลา เหมือนการปั่นหุ้นไม่ให้ราคาดิ่งเหว พร้อมสร้างมูลค่าความนิยมเพิ่มขึ้นตามหลักการตลาดทั่วไป เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีความโดดเด่นหรือมีมูลค่าใดๆ
อีกด้านหนึ่ง ส.ว.ที่ออกมาต่ออายุ เหลือเวลาปีเศษก่อนครบวาระ ถ้าครบ 5 ปีแล้ว ไม่มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีได้อีก ดังนั้นจึงผลักดันให้มีการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว หาก พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับเป็นผู้นำประเทศอีกสมัย ทำให้มีโอกาสได้รับแต่งตั้งหรือสรรหา เป็น ส.ว.สมัยหน้า เพื่ออุ้ม พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลใหม่ต่อไป
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าว เป็นไปได้ยากเนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ถ้าไม่มีเสียงสนับสนุน โอกาสต่ออายุนายกรัฐมนตรีมีน้อยมาก คงไม่มีพรรคไหนอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ไม่เช่นนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) คงไม่โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า ขอให้โชคดี มีความสุขกับสิ่งที่เลือก สะท้อนว่าแนวทางไม่ตรงกัน ส่งผลทางการเมืองแบบทางใครทางมันอย่างชัดเจน
ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจึงเป็นโอกาสให้พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก.) และพันธมิตรฝ่ายค้าน ต้องรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งแบบเข้มข้น เพื่อให้ได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด เพื่อเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าไม่ได้ สภายังเหลือวาระอีก 2 ปี หลัง พล.อ.ประยุทธ์ครบวาระ 8 ปีแล้วส่งผลให้มีโอกาสเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน พล.อ.ประยุทธ์ได้โดยไม่ต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่อย่างใด

