หน้าแรก การเมือง ภาพลวงตาของคว...

ภาพลวงตาของความแตกแยกในหมู่ผู้นำ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

17.01.23 | 10:37 น.

ผมคิดว่าภาพและข่าวความแตกแยกระหว่างผู้นำชื่อ ป. สองคนนั้นเป็นเรื่องที่ถูกวาดภาพให้เกินจริง

เกินจริงไปมากและมันถูกขับเคลื่อนจากจินตนาการของสื่อและของสังคมส่วนใหญ่

สำหรับผมไม่มีความแตกแยกในระดับแตกหัก แต่เป็นเพียงการแยกกันเดินของผู้นำสองคนที่อาจไม่ใช่ผู้นำที่ทรงอำนาจที่สุดของระบอบนี้

ท่ามกลางเครือข่ายอำนาจขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนสังคมนี้มาอย่างยาวนาน

แน่นอนว่ามีแรงตึงเครียด และมีการแยกกันเดิน แต่เป็นการแยกทางกันเดินเพื่อรอเวลาที่จะมารวมกันใหม่

Advertisement

นี่คือเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งของการเมืองในระบอบเผด็จการที่ไม่ใช่ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ แต่เป็นเผด็จการที่ได้เปรียบในกฎกติกา และสนธิหรือเชื่อมร้อยกับระบอบประชาธิปไตย

ไม่ค่อยกล้าจะเรียกว่าระบอบเผด็จการเชิงแข่งขัน (competitive authoritarianism) มากนัก เพราะระบอบเผด็จการเชิงแข่งขันนั้นมักเป็นระบอบที่ประชาธิปไตยมันกลายสภาพเป็นเผด็จการโดยยังคงโครงสร้างแบบประชาธิปไตยไว้ โดยเฉพาะกลไกการเลือกตั้ง แม้ว่าเรื่องของสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ

เผด็จการบ้านเราซ่อนตัวแบบไม่พยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย คือตั้งต้นจากเผด็จการคือล้มประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมาด้วยแรงสนับสนุนของสถาบันทางการเมืองและการบริหารหลายส่วนที่ถักทอรวมกันและแบ่งปันอำนาจอยู่ในระบอบนี้มากกว่า

อย่างไรก็ดี เมื่อเผด็จการที่เป็นอยู่ที่เรียกว่าลูกผสมนี้ไม่ใช่เผด็จการเบ็ดเสร็จ ดังนั้น โอกาสที่พวกเขาจำต้องแยกกันเดินเพื่อมารวมกันก็เกิดขึ้น

ไม่ใช่เพราะแรงกดดันทางสังคมโดยตรงที่กดดันพวกเขา เช่น การชุมนุมประท้วงบนท้องถนน หรือการมีอยู่ของกองกำลังต่อต้าน หรือแรงกดดันจากต่างชาติ

แต่เป็นเรื่องของการไม่ลงรอยกันพอดี แต่ไม่มีลักษณะแตกหักระหว่างผู้นำทั้งสองคนที่มีหน้าที่และบทบาทในการประสานประโยชน์และต่อรองกับนักการเมือง

อย่าลืมว่าเกือบสี่ปีที่ผ่านมา ระบอบเผด็จการของไทยที่ซ่อนตัวเองอยู่ในคราบของประชาธิปไตยเลือกตั้งนั้นมีความละเอียดลออในการพยายามผ่องถ่ายอำนาจทางการเมืองบางส่วนในลักษณะของการแบ่งปันที่ไม่เท่าเทียมลงมาสู่นักการเมืองที่พวกตนต้องการสร้างพันธมิตรด้วย

และยังจัดระยะห่างกับนักการเมืองต่างขั้วต่างข้างอย่างชัดเจน มีทั้งยุบพรรคก่อนเลือกตั้ง ยุบพรรคหลังเลือกตั้ง ตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำพรรค ดูด-ดึง-ฝากเลี้ยง-แจกกล้วย กับนักการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม

เรื่องที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษคือการสร้างพันธมิตรกับกลุ่มนักการเมืองที่ยอมอยู่ฝ่ายเดียวกับตนซึ่งมีความเข้มข้นของความสัมพันธ์ ระยะห่าง และผลประโยชน์ไม่เท่ากัน

บางส่วนอยู่ในพรรคที่ตั้งใหม่ ทั้งที่มาตรงๆ หรือมาจากก๊วนหรือมุ้ง บางส่วนมากับพรรคระดับกลาง บางส่วนมาจากพรรคขนาดเล็ก และบางส่วนมากับการดีลเป็นครั้งๆ กับพรรคขนาดจิ๋ว

แต่ต้องไม่ลืมว่ากลไกของเผด็จการนี้ไม่ได้ไว้วางใจพลังของนักการเมืองฝ่ายตนทั้งหมด ที่ผ่านมามีการวางและเพิ่มบทบาทให้กับวุฒิสภาอย่างชัดแจ้งในลักษณะข้อยกเว้นในบทเฉพาะกาล คือให้คณะรัฐประหารจิ้มมา และมีข้อยกเว้นในคำถามพ่วงของการลงประชามติรัฐธรรมนูญให้มีอำนาจเลือกนายกฯ เพื่อไม่ให้ระบบเสียงข้างมากทั่วไปในสภาผู้แทนนั้นทำงานในการเลือกนายกฯได้อย่างทั่วไป

ล่าสุด เห็นได้ชัดว่าวุฒิสภาก็ริเริ่มที่จะให้มีการแก้รัฐธรรมนูญไม่ให้มีการจำกัดอายุของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

การแยกทางกันเดินของผู้นำสองคนนี้จึงเป็นเพียงกลวิธีในการกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง โดยต่างแยกย้ายไปจัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองฝ่ายของตนให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด

เพราะบางพื้นที่ก็ชื่นชม ป.ผู้น้องมากกว่า และเชื่อว่าถ้าชู ป.คนน้องเป็นจุดเด่น ก็จะเข้าสู่วงอำนาจได้

ขณะที่บางพื้นที่ไม่อยากแบก ป.ผู้น้องไปแห่หาเสียง จึงอยากจัดระยะห่างให้ชัด แต่ไม่ได้มีท่าทีที่แข็งกร้าวอะไรถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วอาจจะยอมให้ ป.ผู้น้องกลับมาครองตำแหน่งนายกฯได้อีกครั้ง ทั้งที่พรรคตนอาจจะมีเสียงในสภามากกว่าด้วยซ้ำ

เงื่อนไขของการแยกกันเดินในรอบนี้นี่เองที่จะสร้างความเป็นไปได้ในการกลับเข้าสู่วงอำนาจอีกครั้ง เพราะอาศัยการแยกกันเดินเก็บเสียงคนที่สนับสนุนระบอบการเมืองนี้เอาไว้ให้มากที่สุด และยังเตรียมทอดสะพานให้พรรคการเมืองพันธมิตรเก่าเข้ามาร่วมอำนาจได้อีกครั้ง

ท่ามกลางความคาดหวังว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะแข่งขันกันในระดับที่ไม่ยอมกันเลย และหาหนทางที่ลงตัวในการจัดสรรคะแนนไม่ได้

จากที่เห็นก็คือพรรคในกลุ่มก้อนอำนาจที่ยังได้เปรียบนี้ไม่ได้หาเสียงทะเลาะกันแบบแตกหัก แต่มุ่งเน้นนโยบายรายกระทรวงที่ตนคาดว่าจะได้แบ่งมา หรือต่อรองได้มากกว่าการสร้างทางเลือกทางนโยบายที่มีความชัดเจนในฐานะเป็นแกนนำรัฐบาลจริงๆ ที่จะช่วงชิงการนำไปจากพี่น้อง 2 ป.

แต่แสดงให้เห็นว่าการแยกกันเดินนั้นเป็นการสะท้อนถึงความไม่แน่นอน (contingency) ของการดำรงอยู่ในอำนาจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งแม้ว่าตัวเองจะได้เปรียบ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จะประมาทไม่ได้ ไม่งั้นต้นทุนของการหันไปใช้วิธีนอกประชาธิปไตยนั้นก็จะสูงกว่าการประคองอำนาจในระบบนี้ หากสามารถประสานประโยชน์กับนักการเมืองบางพวกบางกลุ่มได้

และที่สำคัญก็ยังไม่รู้และไม่มีการเปิดเผยว่าฐานการสนับสนุนทางการเงินเบื้องหลังของทั้งสองพรรคนี้จะอยู่ตรงไหน

และแม้ว่าผมจะเล่าเรื่องการรักษาอำนาจของเผด็จการเอาไว้หลายครั้งแล้ว คราวนี้ก็อยากจะเพิ่มเติมในมุมทางจิตวิทยาองค์การสักหน่อย โดยอิงจากงานของศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาความเป็นผู้นำ และการเปลี่ยนแปลงองค์กรท่านหนึ่ง (Manfred. F.R. Kets de Vries. 2018. Fighting Against Dictatorship. (knowledge.instead.edu) โดยเขามองว่าเผด็จการนั้นสามารถได้มาและรักษาไว้ซึ่งอำนาจได้โดยการใช้ประโยชน์จากกระบวนการและพลวัตทางสังคมบางอย่าง

1.การเกาะและโหนกระแสอคติที่ต้องการจะเชื่อในเรื่องบางเรื่อง (riding the confirmation bias) เผด็จการนั้นจะมีความสามารถในการปลุกเร้า “ความปรารถนาที่จะเชื่อ” อาทิ การพูดเรื่องการรักและเสียสละเพื่อประเทศชาติ หรือคนดี/ความดี ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอยากฟัง สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับรากฐานของอคติที่สำคัญประการหนึ่งของมนุษย์ ในแง่ที่ว่ามนุษย์จะพยายามหาหลักฐานหรืออะไรสักอย่างมาสนับสนุนสิ่งที่ตนเชื่อและปรารถนาอยู่แล้ว และหาทางที่จะปฏิเสธข้อมูลที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อคติแบบนี้จะทำงานในลักษณะที่ทำให้โลกนี้มีสองข้างสองฝ่ายมากกว่าเข้าใจความซับซ้อนทางสังคม ดังนั้น การเชื่อเผด็จการก็คือเพราะเขารักชาติ เขาเป็นคนดี และอีกฝ่ายที่ออกมาต้านคือคนไม่ดี เป็นต้น

2.การเข้าหาคนที่เปราะบางทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเข้าไม่ถึงข้อมูลและความรู้มากนัก คนเหล่านี้จะมีความไม่มั่นคงและสับสนในระบบคิดและการใช้ชีวิต ดังนั้น คนที่ไม่ค่อยมั่นคงในเรื่องที่กล่าวมาก็อาจจะแสวงหาผู้นำที่มีท่าทีบุคลิกที่แข็งกร้าว เพื่อเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่ตัวเองขาด โดยผู้นำที่มีความเด็ดขาดและแข็งกร้าวนี้จะสร้างสัญญาว่าจะนำพาสังคมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นท่ามกลางความเสื่อมถอย

3.การเล่นเกมโทษคนอื่นและหาแพะมารับความผิดที่เกิดขึ้น พยายามระบุว่าใครคือศัตรูที่สร้างความแตกแยกให้กับสังคมทั้งจากภายในและภายนอก และนำเสนอตัวเองในฐานะผู้ที่จะมากู้สถานการณ์ด้วยความเสียสละ ท่ามกลางการแบ่งเขาแบ่งเรา แยกมิตรศัตรูที่ชัดเจน ในการเลือกตั้งก็จะพยายามปิดสื่อ กีดกันการใช้เสรีภาพ การจำกัดการทำงานของฝ่ายค้าน และเน้นการปลุกเร้าผู้คนไปสู่การทำสงครามเพื่อความถูกต้องกับศัตรูที่เป็นต้นตอของปัญหาในทุกๆ เรื่อง

4.การสร้างอำนาจผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ ผ่านการควบคุมข้อมูลข่าวสาร การรวบอำนาจสื่อหลักเอาไว้ในมือ การเน้นข่าวเชิงบวกให้กับฝ่ายตน และใช้ข่าวเชิงลบกับฝ่ายตรงข้าม การปล่อยข่าวปลอม และการทำให้ประชาชนรู้สึกว่าประชาชนจะขาดผู้นำเผด็จการเหล่านี้จากชีวิตไปไม่ได้ (อาทิ ต้องไปต่อด้วยกันเท่านั้น)

5.สิ่งสำคัญที่จะแยกจากกันไม่ได้ทั้งหมดคือเมื่อเข้าใจผู้นำเผด็จการ ก็จะต้องเข้าใจทั้งผู้ตาม และกองเชียร์เผด็จการ หลายครั้งที่เราพบว่าเผด็จการมักจะมีความหลงตัวเองขั้นรุนแรง มีอาการผิดปกติทางจิตแบบเห็นแก่ตัวไม่สนใจคนอื่น มีภาวะจิตบกพร่องแบบหวาดระแวง ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่สำนึกผิดและเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปโดยเฉพาะเมื่อทำบางสิ่งที่ใช้อำนาจขั้นรุนแรงพ้นจากกระบวนการยุติธรรมปกติ

เราจะต้องเข้าใจว่าเผด็จการอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคนสนับสนุน (แต่ต้องไม่คิดง่ายๆ ว่าก็ยกเลิกไปซะง่ายๆ เพราะเผด็จการมักมีทรัพยากรที่มากและได้เปรียบ รวมทั้งสร้างความกลัวได้มาก) และจะพบว่าสำหรับคนจำนวนหนึ่งที่หนุน เขาพึงใจกับการมีเผด็จการเหมือนกับต้องการให้คนมาชี้ถูกชี้ผิดให้กับตน

6.อย่างไรก็ตาม ความหวังในการต่อกรกับเผด็จการก็มี แม้ว่าในทางจิตวิทยาเริ่มเป็นที่ยอมรับว่า เผด็จการนั้นเป็นอาการหรือคุณลักษณะที่รักษาไม่ค่อยจะได้

แต่สิ่งที่ทำได้คือการป้องกันหรือหยุดยั้งการขึ้นสู่อำนาจและการสืบทอดอำนาจ หรือกระทำการป้องปรามไม่ให้เผด็จการขึ้นสู่อำนาจ โดยพยายามเข้าใจว่าใครมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเผด็จการบ้าง ซึ่งทางหนึ่งคือการส่งเสริมให้ประชาธิปไตยที่มีอยู่นั้นเปิดกว้างต่อความคิดเห็นที่หลากหลาย (ไม่ใช่ค้นหาแต่เสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อยเท่านั้น) และเปิดกว้างแบบให้รู้จักฟังกัน รวมทั้งให้สามารถอยู่กับความคลุมเครือไม่แน่นอนให้ได้ (ลองย้อนกลับไปดูตอนโควิด ที่มีแต่การฟันธงและคำสั่ง รวมไปถึงการต่อต้านขัดขืน)

ในแง่นี้ความเข้าใจเรื่องเสรีภาพจึงค่อนข้างไปไกลกว่าการปล่อยให้แต่ละฝ่ายพูด แต่หมายถึงการพยายามเข้าใจรับฟังกัน ปรึกษาหารือกัน แน่นอนว่าต้องกระตือรือร้นที่จะแสวงหาความรู้ และมีส่วนร่วมในสังคมนั้นๆ

นอกเหนือไปจากเรื่องของการเลือกตั้งที่คงจะต้องเปิดให้มีการอภิปรายถกเถียงประเด็นต่างๆ ได้อย่างเต็มที่แล้ว ผมคิดว่าการพยายามสร้างบทสนทนาสาธารณะมากกว่าความบันเทิงในการเผชิญหน้ากันของแต่ละฝ่ายในแต่ละเวทีน่าจะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และลดการชี้นำของภาวะโหยหาเผด็จการที่ยังไม่หายไปจากสังคมไทยสักที