สแกน‘นโยบาย’พรรคการเมือง โหมโรงปลุกคึกเลือกตั้ง

20.01.23 | 10:45 น.
สแกน‘นโยบาย’พรรคการเมือง โหมโรงปลุกคึกเลือกตั้ง

สแกน‘นโยบาย’พรรคการเมือง
โหมโรงปลุกคึกเลือกตั้ง

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

นโยบายที่เจาะใจได้มากกว่านโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม เข้าถึงใจประชาชนเร็ว หนีไม่พ้นเรื่องปากท้องที่หลายพรรคการเมืองต่างนำออกมาแข่งกัน บางพรรคก็ระมัดระวังรับผิดชอบต่อนโยบาย บางพรรคเน้นไปที่ผลการเลือกตั้งมากกว่าอนาคตของประเทศ และภาพรวมของนโยบายก็ยังเดิมๆ เหมือน 4 ปีก่อน ทั้งๆ ที่ปัญหาก็เปลี่ยน สังคมก็เปลี่ยน

หลายนโยบายอาจเกิดขึ้นได้ยาก เช่น การปรับค่าแรงวันละ 600 บาทในปี 2570 ของพรรคเพื่อไทย เพราะการขึ้นค่าจ้างไม่ใช่เรื่องการเมืองอย่างเดียวเหมือนเช่นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใช้การปรับค่าจ้างอย่างกะทันหันทำให้นายจ้างปรับตัวไม่ทันได้ การปรับค่าจ้างหากจะออกนโยบาย นักการเมืองต้องปล่อยให้ค่าจ้างเป็นเรื่องค่าจ้าง เป็นเศรษฐศาสตร์แรงงาน ต้องพิจารณาจากค่าครองชีพ จีดีพี และฝีมือแรงงาน นั่นหมายความว่าการจะดันค่าแรงขึ้นไปที่ 600 บาทจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีแผนผลักดันเศรษฐกิจเพื่อสร้างจีดีพีของประเทศ รวมถึงแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างผลิตภาพแรงงานฝีมือ

วันหาเสียงพรรคการเมืองยืนอยู่ทางฝั่งลูกจ้าง แต่เมื่อเป็นรัฐบาลต้องทำงานกับนายจ้างและแหล่งเงินทุนของพรรค การขึ้นค่าจ้างไม่ใช่เรื่องง่าย

Advertisement

ส่วนการแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ของพรรคพลังประชารัฐถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นกว่าการหว่านแจกเงินในยุคนายทักษิณ ชินวัตร เพราะเงินเหล่านี้ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ่ายเงินตรงเป้าไปที่คนจน เงินจะหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วกว่าการแจกทุกคน แต่ปัญหาคือจะจ่ายกี่บาท หรือจะจ่าย 700 บาทตามนโยบายของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ป้องกันผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลังด้วย

ด้านการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี หรือการหยุดต้น ปลอดดอกไม่เกิน 1 ล้านบาท ของพรรคภูมิใจไทย ต้องพิจารณาผลกระทบทางการเงินการคลังด้วย ว่ากระทบต่อปัญหาการเงินการคลังของประเทศหรือไม่ และนโยบายต่างๆ จะส่งผลต่ออุปนิสัยคนไทยในอนาคตอย่างไร ควบคู่กับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ขณะที่นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตร อาจแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ความยั่งยืนอยู่ที่การพัฒนาผลผลิต เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ในระยะยาวอาจเป็นการบิดเบือนราคาตลาดตามกติกาขององค์การการค้าโลก การเกาจึงต้องเกาให้ถูกที่คัน นโยบายควรเป็นการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

จะเห็นว่าทุกนโยบายข้างต้น เน้นไปที่เงิน ที่อาจเป็นการมองเฉพาะหน้าโดยลืมถึงการทิ้งภาระให้คนรุ่นต่อไป ที่ต้องแบกหนี้สินในวันที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้น ต้องเรียนรู้การถอดบทเรียนความล่มสลายของหลายประเทศที่มีรัฐบาลประชานิยม ลดแลกแจกแถมโดยไม่มีหลักการแนวคิดมารองรับ

การประกาศนโยบายอย่าลืมวันที่ประชาชนจะเอาภาพไฟล์นโยบายมาทวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ด้วย เพราะโฉมหน้าของสังคมไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป สื่ออินเตอร์เน็ตก็ดี ความรู้ของประชาชนก็ดี ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ทุกพรรคการเมืองรู้ว่าตอนนี้เป็นช่วงจังหวะต้องทำนโยบายเกทับเพื่อดึงคะแนนนิยม แต่จะทำได้หรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะมีบรรทัดฐานอยู่แล้วว่า ไม่ต้องทำก็ได้ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่เคยทำอะไรกับพรรคพลังประชารัฐที่ออกนโยบายหาเสียงและทำไม่ได้ ดังนั้น สัญญาไปก่อน ไม่ต้องทำก็ได้ เพราะมีบรรทัดฐานมาแล้ว

เชื่อว่านักการเมืองและพรรคการเมืองก็รู้ว่า ต่อไปจะเป็นรัฐบาลผสมซึ่งจะทำให้ทุกพรรคการเมืองสามารถเบี้ยวสัญญาที่ให้กับประชาชนได้ โดยอ้างว่าเป็นรัฐบาลผสม ไม่สามารถขับเคลื่อนเงื่อนไขที่กำหนดเป็นนโยบายของพรรคการเมืองที่ให้ไว้กับประชาชนได้ทั้งหมด

สรุปง่ายๆ 1.นักการเมืองหน้ามืด 2.เกทับนโยบาย 3.ต้องการฐานคะแนน 4.มีบรรทัดฐานอยู่แล้ว ไม่ต้องทำก็ได้ 5.พรรคร่วมรัฐบาลสามารถอ้างว่าเป็นพรรคร่วม จึงไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ทั้งหมด

กรณีพรรคพลังประชารัฐมีนโยบายอัพเกรดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแจกคนจน 700 บาท มองว่าจะมีผลกับคนจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ มีโอกาสเลือกพรรคพลังประชารัฐสูงเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า

การที่พรรคภูมิใจไทยประกาศนโยบายพักหนี้ 3 ปีปลอดดอกเบี้ย จำนวนเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท หากต้องการทำให้เป็นจริง ต้องเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจสูงสุดเท่านั้นจึงขับเคลื่อนได้ อาทิ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผ่านมาหลายนโยบายก็ทำไม่ได้ แต่ได้ตัดสินใจเลือกนโยบายเดียวคือนโยบายกัญชง กัญชา เพราะเป็นพรรคร่วมทำให้นักการเมืองใช้ช่องทางนี้เป็นช่องทางหนึ่ง ในการไม่ทำตามนโยบาย

ทางออกที่ดีที่สุดของประชาชนคือ เลือกนักการเมืองที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน และดูแลประชาชน จะคาดหวังจากการประชุมสภา ก็ไม่ยอมเข้าประชุมกัน และ ส.ส.ไม่สามารถเป็นตัวแทนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติได้

เพราะฉะนั้นประชาชนควรเลือก ส.ส.ที่ทำงานในพื้นที่ของตัวเอง และหวังเป็นที่พึ่งได้เท่านั้นก็พอแล้ว

อยากให้ประชาชนพิจารณาอันดับแรกคือ ดูตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ประชาชนเข้าถึงง่าย เวลาเดือดร้อนจากข้าราชการหรือนักการเมืองท้องถิ่น หรือมีปัญหาการทำมาหากิน ถือว่าสำคัญที่สุด

ประการต่อมาพยายามติดตามดูนักการเมืองที่เลือกเข้าไปทำงานในสภาต่อเนื่องหรือไม่ ไม่ใช่โดดประชุมสภาตลอด และดูพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่มีความมั่นคงยั่งยืน และแก้ไขปัญหาในเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยประชานิยม และดูจุดยืนของพรรคการเมืองที่มีความหนักแน่น ซึ่งจะเป็นตัวเลือกของประชาชนในห้วงการเมืองขณะนี้

ธเนศวร์ เจริญเมือง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

พรรคเพื่อไทยชูนโยบายค่าแรง 600 บาท/วัน ภายในปี 2570 พรรคพลังประชารัฐเพิ่มบัตรคนจนเป็น 700 บาท/เดือน พรรคภูมิใจไทยพักชำระหนี้ 3 ปี คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท พรรคก้าวไกลเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการก้าวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ประกันรายได้สินค้าเกษตรกร ชาวนารับ 30,000 บาท/ครัวเรือน

การนำเสนอนโยบายแต่ละพรรคขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการประชาชนให้มากที่สุด ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงมิติทางการเมืองและการมีส่วนร่วมประชาชน อาทิ การปฏิรูปการเมือง ระบบราชการ ส่งเสริมประชาธิปไตย ควบคู่ไปด้วย ยกตัวอย่าง พรรคก้าวไกลเสนอยกเลิกการเกณฑ์ทหาร พรรคไทยสร้างไทยชูนโยบายเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน เพื่อให้เกิดความหลากหลายและเป็นทางเลือกประชาชนด้วย

การเลือกตั้งทุกครั้ง พรรคการเมืองส่วนใหญ่นำเสนอนโยบายที่ประชาชนได้รับประโยชน์เพียงด้านเดียว เพื่อให้ประชาชนจดจำเลือกพรรคและผู้สมัคร แต่ไม่ได้บอกถึงผลกระทบหรือผลเสียที่ตามมา และอาจเป็นนโยบายที่ไม่สามารถปฏิบัติได้หรือพูดแล้วไม่ทำ ช่วง 8 ปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าหลายพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายหรือสัญญาที่ให้กับประชาชนไว้ ส่งผลให้การพัฒนาประเทศ และคุณภาพชีวิตประชาชนแย่ลง

อย่างไรก็ตาม นโยบายหาเสียงเป็นเพียงกลยุทธ์หนึ่งเพื่อเรียกคะแนนนิยมเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอื่นต้องพิจารณาร่วมด้วย อาทิ เป็นพรรคประชาธิปไตย พรรคเผด็จการ หรือพรรคอำนาจนิยม ผู้สมัครมีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ผลงาน เป็นที่ยอมรับประชาชนหรือไม่

ที่สำคัญ ประชาชนจดจำการกระทำและผลงานของพรรค ผู้สมัคร ได้มากน้อยแค่ไหน มีหลักประกันอะไร เพราะมีผลต่อเลือกตั้งครั้งหน้า

หลายฝ่ายอาจตั้งคำถาม การทำรัฐประหารยึดอำนาจแล้วประชาชนได้อะไร ประเทศก้าวหน้าหรือถอยหลัง 8 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าประชาชนได้คำตอบแล้ว

ดังนั้น ประชาชนหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ควรจดจำบทเรียน หรือถอดบทเรียนจากพรรคการเมือง ว่าได้ทำอะไรไว้กับประชาชนบ้าง สร้างความเสียหายต่อประเทศมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ตัดสินจากนโยบายเท่านั้น

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

นโยบายที่หาเสียงออกมาตอนนี้ คิดว่าน่าจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เคยเป็นรัฐบาลแล้ว กับกลุ่มที่เป็นฝ่ายค้าน
กลุ่มที่เคยเป็นรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชารัฐ และพรรคที่แยกตัวใหม่อย่าง รวมไทยสร้างชาติ ผู้นำก็คือ อดีตผู้นำ คสช. และมีพรรคภูมิใจไทย, ประชาธิปัตย์ 4 พรรคนี้จะเห็นว่าในช่วงของการเป็นรัฐบาลมาเกือบ 4 ปี แทบไม่เห็นนโยบายตามที่หาเสียงไว้ในการเลือกตั้งปี 2562

พฤติกรรมนี้บ่งชี้ว่า ไม่น่าจะเชื่อใจได้เลย จะเห็นข้อเท็จจริงอย่างสำคัญว่า พรรคเหล่านี้ไม่ได้ทำตามสิ่งที่ประกาศเป็นนโยบาย

คราวนี้เมื่อมามองพรรคฝ่ายค้าน จะเห็นได้ว่าในกรณีของพรรคเพื่อไทย คนมักจะย้อนกลับไปมองถึงความเป็นพรรคไทยรักไทย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนจะมีความทรงจำว่าพรรคไทยรักไทย สามารถผลักดันนโยบายหลายอย่างได้จริง เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ตอนนี้ก็นำกลับมาในการหาเสียงอีกครั้งโดยจะยกระดับให้ดีขึ้น มองว่าคนเชื่อมั่นจากการที่พรรคนี้เคยทำให้การเข้าถึงโรงพยาบาลง่ายขึ้น ได้รับการบริการที่ดีขึ้นในช่วงชีวิต 20 ปีที่ผ่านมา

คนคงมองว่า อย่างน้อยทีมของเพื่อไทยก็เป็นทีมที่สามารถบริหารจัดการทำตามวัตถุประสงค์ได้ เขยิบไปถึงเรื่องเงินเดือนของบัณฑิตจบใหม่ เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งคนคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง แม้ไม่ใช่ในชั่วข้ามวัน แต่คงจะเตรียมการที่จะค่อยๆ ยกระดับ เพื่อเปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า จึงทำให้เห็นความหวังว่า เป็นไปได้

ในขณะที่ก้าวไกล ไปมุ่งเน้นต่อสู้กับอำนาจรัฐทหาร เช่น เรื่องยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร ตีประเด็นที่ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกๆ ด้าน ซึ่งต้องมอง 2 ปีก คือปีกเพื่อไทยและปีกก้าวไกล ถ้าได้เป็นรัฐบาลเชื่อว่าจะสามารถทำหลายนโยบายให้เป็นจริงได้ และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างมโหฬาร แบบที่ไม่เคยคาดคิด

ในเรื่องนโยบายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจปากท้อง เช่น พรรคพลังประชารัฐ จะให้เพิ่ม 700 บาทกับบัตรคนจน ถามว่าทำไมไม่เพิ่มตั้งแต่ได้เป็นรัฐบาล ตอนนี้นำมาใช้หาเสียงซึ่งก็ถือว่าเล็กน้อยเกินไป

ฉะนั้น ในแง่ของการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจคนมองไปที่เพื่อไทย จากประสบการณ์ที่เห็นแล้วว่าภายใต้เกือบ 9 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เห็นแต่สภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ คนไม่เชื่อว่า พล.อ.ประวิตรหรือ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นฮีโร่ชั่วข้ามคืนได้ในการทำให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ อย่างน้อยในจดหมายเปิดผนึกของ พล.อ.ประวิตรก็ยอมรับเองว่า เป็นทหาร ไม่ใช่นักบริหารประเทศที่จะทำให้มั่งคั่งร่ำรวยได้

ดังนั้น ทุกพรรคการเมืองนโยบายดีแน่ แต่ไม่ควรเชื่อพรรคการเมืองที่มาจากรัฐประหารอีกต่อไป