ชูวิทย์ แฉ 2 พยานคดีตู้ห่าว ถูกเสนอเงินแลกถอนตัว แย้ม ‘ตัวย่อ’ ผู้อยู่เบื้องหลัง

21.01.23 | 00:27 น.

ชูวิทย์ ปูด 2 พยานคดีตู้ห่าว ถูกเสนอเงินแลกถอนตัว แย้มตัวย่อ ท. ตัวการใหญ่ขบวนการตบทรัพย์จีนเทา

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 20 มกราคม ที่เดอะล็อบบี้ โรงแรมเดอะเดวิส ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นัดคุยเปิดใจกับสื่อ หลังอัยการสั่งฟ้องตู้ห่าว โดยได้ต่อสายตรงพยานปากเอก ถูกโน้มน้าวให้ถอนตัวจากพยานคดีตู้ห่าว และพบพยานอีก 1 ปาก ถูกข่มขู่จนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดต่อได้


นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ต่อสายถึงพยานบุคคลสำคัญ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 400 ปาก ของคดีตู้ห่าว ที่ถูกโน้มน้าวให้ถอนตัวจากการเป็นพยานในคดี โดยพยานรายดังกล่าว เปิดเผยว่า ตนได้ไปให้การกับอัยการสูงสุดแล้ว รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ไม่ทราบว่าในส่วนของฝ่ายจำเลยรู้ได้อย่างไรว่าตนไปให้การในคดีดังกล่าว จึงได้พยายามโน้มน้าวให้ถอนตัวออกจากการเป็นพยาน แต่ไม่ได้มีการเสนอเป็นตัวเลข

โดยนายชูวิทย์เชื่อว่า การสืบพยานจะต้องใช้ระยะเวลา นานกว่า 2 ปี ในการสืบพยานกว่า 400 ปาก โดยขณะนี้พบว่ามีขบวนการที่จะทำลายพยานหลักฐาน ซึ่งคนที่ทำลายพยานหลักฐานเชื่อว่าเป็นคนที่ได้รับการประกันตัวไปก่อนหน้านี้ จึงเรียกร้องให้มีการถอนประกัน ประกอบกับเนื่องจากจะต้องมีการเพิ่มข้อกล่าวหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งปกติการเพิ่มข้อหาจะต้องถูกถอนประกัน พร้อมยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าการตั้งข้อหาฟอกเงินล่าช้ากับตู้ห่าวจะทำให้มีโอกาสเคลื่อนย้ายถ่ายเททรัพย์สินออกไป เพราะที่ผ่านมาทรัพย์สินของตู้ห่าวที่ตรวจพบประมาณ 8 พันล้านบาท กลับไม่มีเงินสดแม้แต่บาทเดียว มีเพียงเงินในบัญชีแค่ 1 แสนบาทเท่านั้น

Advertisement

สำหรับพยานที่ถูกโน้มน้าวขณะนี้มี 2 คน คนแรกคือคนที่เห็นการถอนเงินออกจากบัญชี และคนที่ 2 เป็นพยานของโรงแรม ซึ่งตนไม่สามารถให้รายละเอียดมากกว่านี้ได้ เนื่องจากขณะนี้พยานทั้ง 2 คน อยู่ในการคุ้มครองของตำรวจ นอกจากนี้ ยังพบพยานอีก 1 คน ถูกข่มขู่จนเกิดความกลัวและขณะนี้ไม่สามารถติดต่อได้

และยังตั้งข้อสังเกตว่าขบวนการนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐคอยสนับสนุนและอยู่เบื้องหลัง ทำให้คดีบิดเบี้ยวหรือล่าช้า เนื่องจากแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลานาน ทำให้พยานหรือหลักฐานเสียหายหรือเปลี่ยนแปลง เพราะจำเลยเป็นผู้มีอิทธิพลและมีเงิน จึงทำให้มีโอกาสในการต่อสู้และโน้มน้าวพยาน โดยการโน้มน้าวพยานจะถูกเสนอผลประโยชน์ในรูปแบบของเงิน เพื่อไม่ให้ไปให้การต่อศาล หากไปให้การปฏิเสธว่าไม่รู้และไม่เห็น ส่วนพยานที่ให้การแล้วก็ขอให้การใหม่ หรือสุดท้ายให้พยานหายตัวไป ไม่ต้องไปให้การต่อศาล

ส่วนประเด็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ร่วมขบวนการตบทรัพย์ทุนจีนสีเทา ขณะเข้าตรวจค้นอดีตบ้านพักกงสุลใหญ่นาอูรู ประจำประเทศไทย ย่านสาทร ซึ่งตำรวจ 191  DSI  ทหาร และล่าม รวม 16 คน นายชูวิทย์ให้ข้อมูลว่าต้นเรื่องนี้เกิดจากเจ้าหน้าที่ DSI ไม่ใช่ตำรวจ 191 เนื่องจาก DSI ยังไม่สามารถตั้งเลขคดีได้ เพราะการตั้งเลขคดีจะต้องผ่านคณะกรรมการและต้องให้อธิบดีรับรอง  แต่กรณีนี้เจ้าหน้าเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงได้ประสานกองบัญชาการตำรวจนครบาลออกหมายจับและเข้าไปตรวจค้นร่วมกัน

และจากข้อมูลที่มีอยู่ส่วนตัวมองว่าอธิบดี DSI ไม่รู้เรื่องในประเด็นการเรียกรับผลประโยชน์ และเชื่อว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้มีชื่อย่อตัว “ท” ซึ่งอยู่ในระดับบริหารของ DSI

ส่วนประเด็นที่เงินของกลางที่หายไป 9.5 ล้าน ประเด็นนี้ตนไม่รู้ว่าเงินอยู่ที่ไหน