หน้าแรก การเมือง เศรษฐกิจแห่งก...

เศรษฐกิจแห่งการหลอกลวง กับอนาคตของประเทศ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

24.01.23 | 11:57 น.

เรื่องราวของการจับกุมคดีที่เรียกว่า แชร์ลูกโซ่ทั้งหลายในช่วงนี้ มักจะถูกให้ความเห็นง่ายๆ ว่าเหยื่อของคนเหล่านี้เป็นพวกที่หลงผิด อาจจะเพราะความรู้น้อย หรือมีจิตใจที่ละโมบ มองคำชักชวนอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล

ทั้งที่คำโฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้นดูไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาเสียเลย แล้วจะเชื่อไปได้อย่างไร อีกทั้งตัวอย่างตอนเก่าๆ ก็มีเป็นบทเรียนมาโดยตลอด

ถ้าความเสียหายจากการหลอกลวงของธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่ และการหลอกลวงกันทางเศรษฐกิจนั้นมีมากแล้ว

ผมคิดว่าความเสียหายจากมุมมองเรื่องของคนที่ตกเป็นเหยื่อในเรื่องราวเหล่านี้ก็สร้างมายาคติบางอย่างเช่นกัน เพราะมองว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาส่วนตัวของคนบางกลุ่มบางพวกที่“ขาดคุณสมบัติ” ที่จะอยู่ในสังคมนี้อย่างมีเหตุผล และไม่ยอมรับกฎกติกาที่ดำเนินอยู่

แต่คนที่มองคนอื่นแบบนี้ไม่ได้เข้าใจปัญหาในระดับโครงสร้างและความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจที่เหยื่อเหล่านั้นอาจจะเผชิญอยู่ก็ได้

Advertisement

สำหรับผมแล้ว ปัญหาการถูกหลอกเข้าไปสู่ธุรกิจแชร์ลูกโซ่เหล่านี้ มันมีความลงตัวบางประการที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และบ่อยครั้งมันสะท้อนแบบแผนซ้ำๆ บางประการที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในอดีต

แต่ที่เกิดขึ้นมาในวันนี้อย่างรวดเร็วขึ้นส่วนหนึ่งก็เพราะเทคโนโลยีในวันนี้มันรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องการส่งข้อมูลและโฆษณามากขึ้นเรื่อยๆ

ลองย้อนไปในช่วงแรกของการมองในเรื่องของบทบาทของอินเตอร์เน็ตในสังคมไทย เราจะพบว่ามีความพยายามในการตั้งหลักในการจัดการกับอาชญากรไซเบอร์อยู่มาก แต่ในวันนี้จะมีสักกี่คนที่เชื่อว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์นั้นจะเข้ามาจัดการกับเรื่องราวเหล่านี้ได้จริงๆ จังๆ

เพราะช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ถูกทำให้เป็นเรื่องทางการเมือง หรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการจัดการกับผู้เห็นต่างในลักษณะที่ฟ้องซ้ำฟ้องซ้อนจากข้อหาอื่นๆ (คือทั้ง politicization of cyber-crime และ criminalization of cyber-politics)

เวลาที่มีเรื่องอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวออนไลน์ รวมทั้งเรื่องการโทรหลอกลวงนั้น จะเห็นว่ามีแต่ความล่าช้า มึนงงของเจ้าหน้าที่รัฐในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน

พูดง่ายๆ คือ เวลาจับผู้ร้ายที่ทำร้ายประชาชนนี่ช้า

แต่เวลากล่าวหาว่าประชาชนเป็นผู้ร้ายนี่อย่างเร็ว

ดูโพลนิด้าล่าสุดก็ได้ครับ ว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตำรวจในวันนี้เหลือแค่ไหน

นี่ยังต้องรวมไปถึงเรื่องของจีนเทา และความโยงใยของตำรวจไม่รู้กี่หน่วยงานและไม่รู้กี่กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทั้งในระดับบุคคล และหน่วยงานต่างๆ

ล่าสุดนี่ไปถึงขั้นยืนยันได้แล้วว่าตำรวจไทยรับงาน แม้กระทั่งส่งนักท่องเที่ยวจีนถึงที่พัก

แต่กระแสสังคมไม่ได้รู้สึกแปลกใจ หรือกดดันอะไรไปอีกแล้ว ราวกับรับได้ว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”

ประการต่อมา เรื่องของการหลอกลวงกับเป็นแชร์ลูกโซ่นี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาของโอกาสทางเศรษฐกิจในสังคมนี้ ซึ่งตีบตันมากขึ้นเรื่อยๆ

สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกที่มีข้อค้นพบว่าอย่างน้อยนับจากช่วงของการระบาดของโควิดเป็นต้นมา คนที่รวยอยู่แล้วโดยเฉพาะในระดับทุนใหญ่นั้นก็จะรวยขึ้น หรืออย่างน้อยเจ็บน้อยกว่าคนที่จนและความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยนั้นไม่ได้ลดลงไปเลย

ดังนั้น คนที่จนกว่าก็ไม่รู้จะหาทางออกให้เงินมันงอกมันเงยได้อย่างไร อย่างน้อยให้เท่ากับความใฝ่ฝันที่ตนมี และให้เท่ากับความต้องการที่ต้องใช้จริง

ดูอัตราดอกเบี้ยในธนาคาร ซึ่งทำให้การมีกระปุกออมสินนั้นไร้ค่าไปตั้งแต่ยุควิกฤตเศรษฐกิจเมื่อหลายปีก่อน เป็นต้น

กรอบของการทำให้เงินงอกเงยก็คือ ต้องลงทุน แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีความรู้มากมาย และอาจไม่ได้เข้าใจระบบการลงทุนเล่นหุ้นในระบบ อะไรจะน่าไว้ใจเท่ากับการที่มีเครือข่าย และมีคนที่ดูน่าเชื่อถือมาชักชวนให้เข้าสู่เครือข่ายที่มีผลตอบแทนแบบที่โฆษณากันอยู่

ในอีกด้านหนึ่งที่ต้องมองก็คือในสังคมนี้ภาคเศรษฐกิจนั้นมีความซับซ้อน เรามักชอบพูดเรื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความรวยและจนจากรายได้ และสินทรัพย์ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดกันก็คือ ความมั่งคั่งของสังคมและความมั่งคั่งของบุคคลและครัวเรือน

คนที่ติดในเครือข่ายเศรษฐกิจแห่งการหลอกลวงเหล่านี้มีจำนวนมาก และไม่ใช่กลุ่มที่จนที่สุด แต่ก็ไม่ใช่กลุ่มที่รวยที่สุด สิ่งที่น่าสนใจคือ การศึกษาที่มาที่ไป และลักษณะร่วมของคนเหล่านี้ว่ามีแบบแผนการใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

หลายคนอาจจะใช้เงินออมที่มี หรืออาจจะไปกู้มาลงทุน แต่ต้องไม่ลืมว่า ถ้ามีเงินออม หรือไปกู้ก็ต้องมีทุนและทุนทางสังคมประมาณหนึ่ง แต่ก็เหมือนกับที่ย้ำไว้แล้วว่าคนเหล่านี้อาจไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ในการลงทุน และสังคมไทยก็ไม่ได้สร้างโอกาสที่ดีในการสร้างความมั่งคั่งให้คนระดับล่าง (บน) และระดับกลาง

พูดง่ายๆ การพูดถึงเศรษฐกิจไทยนั้นไม่ได้มีแต่เรื่องกับดักรายได้ปานกลางในฐานะภาพรวมทางเศรษฐกิจไทยระดับประเทศเท่านั้น

แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องของกลุ่มคนระดับกลาง กลางล่าง และล่างบนของประเทศที่ไม่รู้จะลืมตาอ้าปากอย่างไร

และยังไม่เห็นแนวทางอะไรที่สำคัญๆ ออกมาจากทั้งรัฐบาล และพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งที่ใกล้ฤดูกาลเลือกตั้งเต็มทน

ในอีกด้านหนึ่ง ผมคิดว่า ถ้าไม่มีการออกมาโวยวายอะไรกันมาก รัฐและรัฐบาลก็คงจะหลับตาข้างหนึ่ง หรือสองข้างให้กับกิจกรรมแชร์ลูกโซ่เหล่านี้ไปอีกพักใหญ่ จนกว่าจะมีเรื่องร้องเรียน

อีกมิติหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจก็คือ แชร์ลูกโซ่นั้นมันเกี่ยวข้องกับความเป็นเครือข่ายทางสังคมมากๆ แน่นอนว่า ธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่ในต่างประเทศนั้นก็มี อย่างเมื่อหลายทศวรรษก่อนในอเมริกาธุรกิจประเภท time sharing เช่นในกรณีของที่พักต่างอากาศก็มี แต่ต้องไม่ลืมว่าในกรณีของไทย เครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมต่างๆ นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาก

การชักชวนกันและการสร้างความน่าเชื่อถือนั้นอยู่ในระดับการของการเรียกพี่เรียกน้อง เรียกแม่ หรือแม้กระทั่งการส่งข้อมูลกันก็เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการอยู่มาก

ไม่ต่างกับธุรกิจขายตรงต่างๆ

ดังนั้น การเข้ามาใช้ประโยชน์กับเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีอยู่เดิมเพื่อต่อยอดทางธุรกิจในสังคมไทยนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าคิดเป็นอย่างมาก

และในอีกด้านหนึ่งก็ต้องไม่ลืมว่า การหดตัวทางเศรษฐกิจ แต่การขยายตัวของสื่อดิจิทัลต่างๆ ทำให้การสนับสนุนรายการนั้นเปลี่ยนจากระบบโฆษณามีเอเยนซี่ใหญ่กับการขายสินค้าจากทุนใหญ่ มาสู่การขายสินค้าตรงของสื่อ หรือการได้รายได้จากยอดวิวโดยตรง ที่ทำให้สื่อต่างๆ นั้นต้องพึ่งพาสินค้านานาชนิด ในการอยู่รอดและกิจการแชร์ลูกโซ่นั้นก็เชื่อมโยงกับชื่อเสียงของผู้ทรงอิทธิพลในเครือข่ายการสื่อสารออนไลน์ด้วย เพราะมันคือช่องทางสื่อสารใหม่ๆ และโอกาสใหม่ๆ ในการเข้าถึงฐานลูกค้าของเขา

ในประการสุดท้ายคือที่พูดมาทั้งหมดนี้เศรษฐกิจแห่งการหลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่นั้น อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนจนส่วนมากในสังคม แม้ว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเราจะรู้สึกว่ามันมากขนาดนี้

คำตอบก็คือ เพราะคนที่จนที่สุด หรือจนมากกว่าฐานลูกค้าของเศรษฐกิจแชร์ลูกโซ่ยังเข้าไม่ถึงธุรกิจเหล่านี้ เพราะไม่มีเงินเก็บหรือเงินเหลือ เรื่องใหญ่คือ หนี้ที่ใช้เท่าไหร่ก็หมดยาก การเล่นแชร์ก็อยู่ในวงเล็กๆ หมุนกันเดือนต่อเดือน แชร์ของคนจนจะเป็นการออมสั้นหมุนกันพร้อมดอกเบี้ยนิดๆ หน่อยๆ

ความเกี่ยวพันของคนจนกับเศรษฐกิจแห่งความหลอกลวงน่าจะอยู่ในเรื่องของการเบี้ยวหนี้ส่วนบุคคล หรือวงแชร์เล็กในชุมชน

แต่ก็หล่อเลี้ยงความฝันด้วยหวย และอบายมุข ซึ่งเชื่อมโยงตรงและอ้อมกับรัฐ เช่น หวยรัฐคือเล่นได้ หวยไม่ใช่รัฐก็อิงเลขรัฐ และอย่าทำให้มันเอิกเกริก จ่ายกันเป็นงวดๆ ไม่ถูกก็ลงใหม่

หรืออบายมุขก็รอการขีดเส้นแบ่งว่ารัฐให้ทำอะไรได้ เช่น บุหรี่ เหล้าขาว สุรา เบียร์ แต่ถ้ามากกว่านั้นรัฐก็ไม่ให้ทำ ถ้าทำก็เสี่ยงเอา แต่ไม่ได้เงินเพิ่ม

การควบคุมความฝันทางเศรษฐกิจของคนระดับล่างนั้น รัฐทำได้ง่ายกว่า คนดิ้นรนได้น้อยกว่า รอโครงการจากรัฐในแต่ละครั้ง เช่น ปลดหนี้ พักหนี้ เงินกู้ภาคเกษตร ก็ใช้กันยืมกันวนไปวนมา แต่จะมาร่ำรวยนั้นไม่ต้องคิดไม่ต้องฝัน อะไรที่ทำได้รัฐก็แจ้งมา อะไรหลบเลี่ยงก็ต่อรองกันไป

เราจึงเห็นนโยบายของรัฐและการหาเสียงของพรรคการเมืองกับเรื่องราวของโครงการที่จะมีให้คนจนอยู่มากมาย และก็รู้ว่ามันเป็นเพียงแค่การบรรเทาสถานการณ์ที่เป็นอยู่มากกว่าการแก้ปัญหาระยะยาว หรือการหลุดพ้นไปจากภาวะยากจนและเดินทางสู่ความฝันได้อย่างแท้จริง