ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้งใหญ่ สิ่งที่เรามองเห็นชัดเจนมากขึ้น ก็คือ การเริ่มออกหาเสียงของพรรคการเมือง รวมถึงการโยกย้ายต้นสังกัดของนักการเมืองจำนวนมาก
มองเผินๆ แล้ว พรรคการเมืองและนักการเมืองดูคล้ายจะมีสถานะเป็นผู้กำหนดเกมกระดานนี้
ยิ่งพรรคการเมืองที่โยงใยเชื่อมต่อกับอำนาจรัฐ ก็ยิ่งดูได้เปรียบในการคุมเกม
นักการเมืองที่มีบารมี–อิทธิพล ในพื้นที่เลือกตั้งต่างๆ ก็ดูจะมีโอกาสยึดกุมชัยชนะไว้ได้สูงกว่า
เช่นเดียวกับกลไก–ระบบหัวคะแนน ที่อาจเป็นตัวชี้ขาดสำคัญในวันเลือกตั้ง
รวมถึงกฎกติกาการเลือกตั้งที่อาจเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองแบบหนึ่ง มากกว่าพรรคการเมืองแบบอื่นๆ
เชื่อได้ว่า ถ้าต้องคาดการณ์หรือประเมินผลการเลือกตั้งปี 2566 ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน หรือภายใน 1-2 เดือนต่อจากนี้
สิ่งที่สื่อมวลชน–นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะทำกัน ก็คือ การเอาปัจจัยข้างต้นมาเขย่าผสมร่วมกับผลเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 ผนวกด้วยผลเลือกตั้งท้องถิ่นหลังจากนั้น
ก่อนจะมานั่งติ๊กหรือไฮไลต์รายชื่อกันว่า พรรคการเมืองใด ผู้สมัครคนไหน มีแนวโน้มจะเป็นผู้ชนะในพื้นที่อะไร
แม้ด้านหนึ่ง นี่จะเป็นงานที่หนักและต้องอาศัยความละเอียดลออเชิงข้อมูลมากพอสมควร
แต่อีกด้าน นี่ก็ดูเป็นการอ่านทิศทางหรือจับวางอนาคตกันแบบชัดๆ ง่ายๆ ซื่อๆ และน่าจะขาด “ตัวแปร” บางอย่างไป
ตัวแปรหนึ่งที่มักไม่ค่อยมีใครกล้านำมาคิดรวมในกระบวนการคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะหยั่งถึงหรือตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งมีความไม่แน่นอน และมีพลวัตอยู่ตลอดเวลา
ก็คือ อารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนาของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง
เลือกตั้ง หรือความคาดหวังที่สังคมร่วมสมัยมีต่อนักการเมืองและพรรคการเมือง
“ความคาดหวัง” ดังกล่าวนั้นผันแปรอยู่เสมอ
ณ ทศวรรษ 2530 ประชาชนอาจต้องการอะไรบางอย่างจากนักการเมือง–พรรคการเมือง แต่พอเข้าทศวรรษ 2540 “ความต้องการทางการเมือง” ของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไป
เข้าสู่ทศวรรษ 2550 “ความคาดหวัง–ความต้องการทางการเมือง” ของประชาชนยิ่งเปลี่ยนไปมากขึ้น และแนวโน้มนี้ก็ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนขึ้นไปอีกในทศวรรษ 2560
หากสำรวจกันอย่างลึกซึ้ง เราย่อมค้นพบด้วยว่า ความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อนักการเมือง–พรรคการเมือง ในช่วงต้นทศวรรษ 2560 กับกลางทศวรรษ 2560 นั้นก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
โดยยังไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่า “ประชาชน” ไม่ได้มีอยู่กลุ่มก้อนเดียว ทว่า เกิดขึ้นจากผู้คนหลากหลายฝ่าย ซึ่งมีความปรารถนาผิดแผกกันไป
ผู้ที่ต้องทำหน้าที่คาดคะเนผลการเลือกตั้งต่างทราบกันดีอยู่ลึกๆ ถึงพลานุภาพของ “อารมณ์–ความคาดหวังของประชาชน” ในฐานะ “ตัวแปรทางการเมือง”
แต่พวกเขาก็ตระหนักเช่นกันว่า นี่คือ “ภาวะนามธรรม” (ที่จะอุบัติขึ้นเป็น “รูปธรรมชัดเจน” อย่างฉับพลันในวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง) ซึ่งนำมาอธิบาย อภิปราย หรือถกเถียงกันได้ยาก
ดังนั้น จึงแสร้งลืมหรือพยายามเลี่ยงที่จะกล่าวถึง “ตัวแปร” นี้ไป
อย่างไรก็ดี “ความคาดหวัง” ที่สังคม–ประชาชนมีต่อนักการเมือง–พรรคการเมือง จะทวีความสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อวันเลือกตั้งใกล้มาถึง
นักการเมือง–พรรคการเมืองที่อ่าน “ความรู้สึกของประชาชน” พลาด ย่อมประสบกับความล้มเหลวไม่มากก็น้อย
ส่วนสื่อมวลชน–นักวิเคราะห์ที่ละเลยปัจจัยทางด้าน “อารมณ์ความรู้สึกของผู้คน” ก็มีโอกาสหน้าแตกสูง
ปราปต์ บุนปาน

