สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ตัวแปร’ ที่ยังไม่มีใครพูดถึง

23.01.23 | 11:40 น.

ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้งใหญ่ สิ่งที่เรามองเห็นชัดเจนมากขึ้น ก็คือ การเริ่มออกหาเสียงของพรรคการเมือง รวมถึงการโยกย้ายต้นสังกัดของนักการเมืองจำนวนมาก

มองเผินๆ แล้ว พรรคการเมืองและนักการเมืองดูคล้ายจะมีสถานะเป็นผู้กำหนดเกมกระดานนี้

ยิ่งพรรคการเมืองที่โยงใยเชื่อมต่อกับอำนาจรัฐ ก็ยิ่งดูได้เปรียบในการคุมเกม

นักการเมืองที่มีบารมีอิทธิพล ในพื้นที่เลือกตั้งต่างๆ ก็ดูจะมีโอกาสยึดกุมชัยชนะไว้ได้สูงกว่า

เช่นเดียวกับกลไกระบบหัวคะแนน ที่อาจเป็นตัวชี้ขาดสำคัญในวันเลือกตั้ง

Advertisement

รวมถึงกฎกติกาการเลือกตั้งที่อาจเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองแบบหนึ่ง มากกว่าพรรคการเมืองแบบอื่นๆ

เชื่อได้ว่า ถ้าต้องคาดการณ์หรือประเมินผลการเลือกตั้งปี 2566 ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน หรือภายใน 1-2 เดือนต่อจากนี้

สิ่งที่สื่อมวลชนนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะทำกัน ก็คือ การเอาปัจจัยข้างต้นมาเขย่าผสมร่วมกับผลเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 ผนวกด้วยผลเลือกตั้งท้องถิ่นหลังจากนั้น

ก่อนจะมานั่งติ๊กหรือไฮไลต์รายชื่อกันว่า พรรคการเมืองใด ผู้สมัครคนไหน มีแนวโน้มจะเป็นผู้ชนะในพื้นที่อะไร

แม้ด้านหนึ่ง นี่จะเป็นงานที่หนักและต้องอาศัยความละเอียดลออเชิงข้อมูลมากพอสมควร

แต่อีกด้าน นี่ก็ดูเป็นการอ่านทิศทางหรือจับวางอนาคตกันแบบชัดๆ ง่ายๆ ซื่อๆ และน่าจะขาดตัวแปรบางอย่างไป

ตัวแปรหนึ่งที่มักไม่ค่อยมีใครกล้านำมาคิดรวมในกระบวนการคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง ส.. เพราะหยั่งถึงหรือตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งมีความไม่แน่นอน และมีพลวัตอยู่ตลอดเวลา

ก็คือ อารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนาของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง

เลือกตั้ง หรือความคาดหวังที่สังคมร่วมสมัยมีต่อนักการเมืองและพรรคการเมือง 

ความคาดหวังดังกล่าวนั้นผันแปรอยู่เสมอ

ณ ทศวรรษ 2530 ประชาชนอาจต้องการอะไรบางอย่างจากนักการเมืองพรรคการเมือง แต่พอเข้าทศวรรษ 2540 “ความต้องการทางการเมืองของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไป

เข้าสู่ทศวรรษ 2550 “ความคาดหวังความต้องการทางการเมืองของประชาชนยิ่งเปลี่ยนไปมากขึ้น และแนวโน้มนี้ก็ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนขึ้นไปอีกในทศวรรษ 2560 

หากสำรวจกันอย่างลึกซึ้ง เราย่อมค้นพบด้วยว่า ความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองพรรคการเมือง ในช่วงต้นทศวรรษ 2560 กับกลางทศวรรษ 2560 นั้นก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

โดยยังไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าประชาชนไม่ได้มีอยู่กลุ่มก้อนเดียว ทว่า เกิดขึ้นจากผู้คนหลากหลายฝ่าย ซึ่งมีความปรารถนาผิดแผกกันไป

ผู้ที่ต้องทำหน้าที่คาดคะเนผลการเลือกตั้งต่างทราบกันดีอยู่ลึกๆ ถึงพลานุภาพของอารมณ์ความคาดหวังของประชาชนในฐานะตัวแปรทางการเมือง 

แต่พวกเขาก็ตระหนักเช่นกันว่า นี่คือภาวะนามธรรม” (ที่จะอุบัติขึ้นเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างฉับพลันในวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง) ซึ่งนำมาอธิบาย อภิปราย หรือถกเถียงกันได้ยาก

ดังนั้น จึงแสร้งลืมหรือพยายามเลี่ยงที่จะกล่าวถึงตัวแปรนี้ไป

อย่างไรก็ดีความคาดหวังที่สังคมประชาชนมีต่อนักการเมืองพรรคการเมือง จะทวีความสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อวันเลือกตั้งใกล้มาถึง

นักการเมืองพรรคการเมืองที่อ่านความรู้สึกของประชาชนพลาด ย่อมประสบกับความล้มเหลวไม่มากก็น้อย

ส่วนสื่อมวลชนนักวิเคราะห์ที่ละเลยปัจจัยทางด้านอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนก็มีโอกาสหน้าแตกสูง

ปราปต์ บุนปาน