แ ม้จะยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศการเลือกตั้ง แต่เมื่อสำรวจความคึกคักของบรรยากาศแต่ละพรรคการเมืองลงพื้นที่เปิดว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ต้องบอกว่าการเมืองไทยเข้าโหมดเลือกตั้งเต็มตัวแล้ว
ไม่ว่าอย่างไร การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นแน่นอนภายในครึ่งแรกของปีนี้ ไม่มีสัญญาณอะไรบ่งชี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอื่น
ภายใต้ 2 เงื่อนไข คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไทม์ไลน์ไว้ดังนี้
กรณีสภาผู้แทนราษฎรครบเทอมในวันที่ 23 มีนาคม จากนั้นจะต้องออกพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง
ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 กำหนดให้มีการ
เลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาสิ้นอายุ เบื้องต้น กกต.กำหนดคร่าวๆ ให้วันหย่อนวันที่ 7 พฤษภาคม เป็นวันเลือกตั้ง
หรือกรณีเกิดการยุบสภาก่อนครบวาระ จะต้องมีการออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 กำหนดให้ภายใน 5 วันหลังออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา กกต.ต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งในช่วงเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน
หากการคาดหมายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะยุบสภาภายในเดือนกุมภาพันธ์เป็นจริง การเลือกตั้งก็จะเกิดเร็วขึ้นไปอีก
การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมือง แน่นอนย่อมควบคู่ไปกับนโยบายเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน
ภาวะการเมืองขณะนี้ จึงน่าจะเป็นเวลาของผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้ตรวจสอบหลากหลายนโยบายของบรรดาพรรคการเมือง
ย้อนไปในช่วงเลือกตั้งปี 2562 ที่บรรดาพรรคการเมืองเสนอขายนโยบายมุ่งเป้าไปยังผู้ใช้แรงงาน ผู้มีรายได้น้อย
มนุษย์เงินเดือน คนกลุ่มฐานเสียงใหญ่ของประเทศ
แต่คงต้องยกประโยชน์ให้พรรคฝ่ายค้านที่ขาดสิทธิบริหารประเทศ จึงยากจะผลักดันนโยบายของตัวเองให้เป็นรูปธรรม
และคงไม่มีรัฐบาลไหนจะฉวยไปขับเคลื่อน แล้วแจกแต้มให้กับฝ่ายตรงข้าม
ต่อจากนี้จึงเป็นบางส่วนของนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้นำสิ่งที่หาเสียงไว้ไปปฏิบัติให้เกิดรูปธรรมจริงหรือไม่
หรือทำแล้วผลออกมา “ตรงปก” มากน้อยอย่างไร
–ค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาทต่อวัน อาชีวศึกษาได้รับค่าแรงไม่ต่ำกว่า 18,000 หมื่นบาทต่อเดือน
–ยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ช่วง 5 ปี เงินได้สุทธิต่ำกว่า 200,000 แสนบาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี
–แม่ลาคลอด 120 วัน โดยได้รับค่าจ้าง
–บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับเงินอุดหนุน 500 บาท/เดือน ลูกผู้ถือบัตรเรียนฟรีถึงปริญญาตรี
–ประกันค่าแรงไม่ต่ำกว่า 120,000 บาทต่อปี หรือประมาณวันละ 400 บาท
–เด็กแรกเกิดรับทันที 5,000 บาท เงินอุดหนุน
ค่าเลี้ยงดูเด็ก 1,000 บาท/เดือน (0-8 ปี) แม่ลาคลอด
6 เดือน พ่อลาหยุดได้ 1 เดือน โดยได้รับค่าจ้าง
– บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินอุดหนุน 800 บาท/เดือน นำไปใช้จ่ายได้อย่างอิสระ
–เบี้ยผู้สูงอายุได้รับ 1,000 บาท/เดือน
จะเป็นของพรรคการเมืองใด เสนออะไรไว้บ้าง ทำได้–ไม่ได้ เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกที่รักมักที่ชังคงไม่จำเป็นต้องระบุไว้
ใครอยากทราบจริงๆ สามารถตรวจสอบได้จาก “อากู๋” นำข้อมูลไปแปะไว้ครบถ้วน
ในความเป็นจริงทุกวันนี้ เราอยู่กับสิ่งที่ประกาศมากี่มากน้อย
ย้อนดูอดีต ตรวจสอบปัจจุบัน ประเมินอนาคต
อย่างน้อยจะเป็นจุดเริ่มต้นชั่งน้ำหนักนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่เริ่มทยอยออกมา
บวกลบคูณหารแล้วใช้ได้จริง หรือแค่ขายฝันในวันหาเสียง
สำหรับตอบคำถามตัวเองจะเลือก ส.ส.คนไหน พรรคการเมืองใด ในการเลือกตั้งอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
หรือยอมให้หลอก ทั้งที่รู้ว่าเขาหลอก (อีก)
สัญญา รัตนสร้อย

