จับกระแส ‘2 ป.’ เคลื่อนไหวชิงพื้นที่ จาก ‘ปาดหน้า ’สู่ดราม่าการเมือง
หมายเหตุ – เป็นความเห็นนักวิชาการประเมินความเคลื่อนไหวระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ถูกคาดหมายจะได้รับการเสนอชื่อแคนดิเดตตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐ ในการลงพื้นที่ช่วงชิงฐานเสียง
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่พรรคพลังประชารัฐ แน่นอนว่าทั้งสองพรรคจะต้องแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เต็มพลัง เต็มความสามารถ ในสนามการเมืองก็ต้องแข่งขันกันไป แต่ความสัมพันธ์ลึกๆ เชื่อว่า “3 ป.” ยังสามารถประสานความร่วมมือกันได้ภายหลัง
กล่าวง่ายๆ ในเกมการเมืองก็แข่งขันกันไป ได้ ส.ส.เท่าไรค่อยมาว่ากันทีหลัง
การชิงพื้นที่หาเสียง ในเรื่องภาวะผู้นำระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตรเพื่อให้คนที่อยู่ข้างหลังหรือสมาชิกพรรคเกิดความมั่นใจ เกิดความเชื่อมั่น ทุกพื้นที่จึงต้องมีการแข่งขัน ตามสรรพกำลังที่มี หากดูแล้วบางเขตสู้ไม่ได้ ความได้เปรียบเสียเปรียบมีอยู่จริง ก็ต้องสู้พอเป็นพิธีและไม่ให้น่าเกลียด
หากย้อนดูภูมิหลังของ 3 ป. มีความแนบแน่น เคยแสดงละครที่แนบเนียนกว่านี้ด้วยซ้ำในการวางแผนเตรียมการรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีการเตรียมตัวมานานร่วม 3 ปี คิดว่าภาพที่แสดงออกมาในขณะนี้คือละครทางการเมือง อาทิ กรณี 3 ป.ไปคุยกันที่ทำเนียบรัฐบาลแล้วออกมาแสดงสีหน้าท่าทางไม่พอใจ และเป็นประเด็นทางการเมือง คิดว่าหาก 3 คนถ้าจะคุยกันจริงๆ ไม่จำเป็นต้องมาคุยที่ทำเนียบมองแล้วเป็นการส่งสัญญาณสร้างดราม่าทางการเมืองให้เห็นว่า 3 ป. ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อทำให้พรรคการเมืองบางพรรคตายใจ
การแข่งขันระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติ จะเกิดผลดีกับพรรคการเมืองอื่นหรือไม่ มองว่าถ้าพรรคการเมืองนั้นมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งอยู่แล้วจะไม่มีผลมาก เช่น พื้นที่อีสาน พื้นที่ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทยจะมีความได้เปรียบอยู่แล้ว เมื่อพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติลงไปแข่งขันโอกาสชนะก็มีน้อย แต่ถ้าเป็นพื้นที่ของพรรคพลังประชารัฐเดิม เช่น พื้นที่ภาคใต้ ส.ส.หลายคนเคยได้รับชัยชนะในนามพรรคพลังประชารัฐ และเคยอาศัยกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะมีปัญหาได้ อาทิ จ.นครศรีธรรมราช ส.ส.หลายคนจากพรรคพลังประชารัฐที่ได้เป็น ส.ส.ส่วนหนึ่งมาจากกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนนี้ยังอยู่กับ พล.อ.ประวิตร พื้นที่นี้จะเกิดปัญหาทันที
การแยกกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติ จะทำให้รวมแล้วมี ส.ส.เพิ่มขึ้นหรือไม่ คิดว่าสัดส่วนคงจะมีเท่านี้ จากเดิม ส.ส.พรรคพลังประชารัฐมีประมาณ 100 กว่าคน เมื่อแบ่งออกเป็น 2 พรรคเหลือ 50-60 คน หากเลือกตั้งกลับมาเท่าเดิมก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว คิดว่าจะเกินมากกว่านี้ไม่ได้
มีการปรามาสว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเพิ่งเกิดใหม่ จะได้ ส.ส.ไม่เกิน 25 ที่นั่ง แต่ส่วนตัวเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์สามารถทำได้เกิน 25 ที่นั่ง แต่ปัญหาคือหากได้เกิน 25 เสียงเล็กน้อย จะมีผลในการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลทันที และถ้าพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมี 25 เสียงจะมีผลต่อการกำหนดวาระสำคัญต่างๆ ในทางการเมือง และอาจจะเสียเปรียบได้ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถอยู่ครบวาระ ดังนั้นพรรครวมไทยสร้างชาติจะต้องมีอย่างน้อยร่วมๆ 100 เสียง จะทำให้รัฐบาลมีเอกภาพ ไม่ใช่มีเพียง 25 เสียง แล้วจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งในความเป็นจริงสามารถทำได้เพราะมี ส.ว.และพรรคร่วม แต่เสถียรภาพและการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมือง อำนาจการต่อรอง รวมทั้งการควบคุมวาระสำคัญๆ อาจจะมีข้อจำกัด
เชื่อว่าหากพรรครวมไทยสร้างชาติมีคะแนนเสียงเกิน 50 เสียง หรือเกิน 100 เสียงจริง พรรคพลังประชารัฐก็จะยังอยู่ร่วมรัฐบาล รวมทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งพรรคเล็กพรรคน้อย ที่สำคัญยังมี ส.ว.ในมือ
แม้พรรคเพื่อไทยจะกระแสดี แต่เรื่องแลนด์สไลด์มองดูแล้วโอกาสน้อยขึ้นทุกที การออกมาเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร พลาดหลายครั้ง ระยะหลังๆ เสียแต้ม เสียคะแนนนิยมค่อนข้างมาก ประกอบกับท่าทีของพรรคเพื่อไทยมีปัญหา โดยเฉพาะการเปิดรับบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามที่เคยถูกตราหน้าว่ารับใช้เผด็จการ ตอนนี้พรรคเพื่อไทยเปิดรับหมดแล้ว เข้าใจว่าต้องการหวังผลทางการเมืองในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง แต่การกำหนดยุทธศาสตร์แบบนี้มีราคาที่ต้องจ่ายให้กับมวลชนของคนเพื่อไทยจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่า พรรคเพื่อไทยไม่จริงใจกับคนที่ร่วมต่อสู้ด้วยกันมา โดยเฉพาะพี่น้องเสื้อแดง
การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของพรรคเพื่อไทย เหมือนกับการติดกับดักของตัวเอง เมื่อประกาศแลนด์สไลด์ประกอบกับท่าทีของนายทักษิณ การรับสมาชิกไม่คำนึงถึงจุดยืนเดิม รวมทั้งการประกาศเดิมพันค่อนข้างสูง โดยนายทักษิณประกาศว่าตัวเองจะกลับบ้าน กำหนดยุทธศาสตร์แบบนี้จะส่งผลให้พรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ไม่ได้ เนื่องจากพรรคก้าวไกลประกาศถ้าหากมี พล.อ. ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรอยู่ในรัฐบาล พรรคก้าวไกลจะไม่ยอมร่วมมือด้วย มองดูแล้วพรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล และจะปิดประตูตายไม่ให้นายทักษิณได้กลับบ้านเลย ที่สำคัญช่วงนี้กระแสพรรคเพื่อไทยจะตกต่ำมากเหมือนกัน
กล่าวไปแล้วรัฐบาลที่จะมีการจัดตั้งสมัยหน้าอาจจะได้รัฐบาลชุดเดิมเข้ามาบริหารงานใหม่ หลายคนเชื่อว่าทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรกำลังเล่นละคร เพื่อทำให้พรรคเพื่อไทยตายใจจนเกิดความผิดพลาดในการทำยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง จึงเกิดภาวะหน้ามืดต้องการชนะการเลือกตั้ง โดยเอา ส.ส.ทุกพรรคการเมืองโดยไม่เลือกว่า จะต้องมีอุดมการณ์เดียวกันหรือไม่
อย่าลืมว่ามีว่าที่ ส.ส.จำนวนมาก หรือ ส.ส.จำนวนมาก ทำงานให้กับพรรคเพื่อไทยมานานนับ 10 ปี มีฐานคะแนนเสียง วันดีคืนดีไม่ให้บุคคลเหล่านี้ลงสมัครรับเลือกตั้งเลย ทั้งที่มีฐานคะแนนเสียงของตนเอง ซึ่งคะแนนเสียงเหล่านี้อาจจะเทไปที่พรรคก้าวไกล เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคอนาคตใหม่ในเลือกตั้งที่ผ่านมา
ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การลงพื้นที่หาเสียงของ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร จนถูกมองว่ามีการ “ปาดหน้า” กันในหลายจังหวัด ประเด็นแรกของเรื่องนี้คือ ก่อนหน้านี้มีการตั้งคำถามว่า ทั้งสองคนใช้ยุทธศาสตร์แยกกันเดินรวมกันตีในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม ปัจจุบันพอมีการแยกหาเสียงแบบนี้ ทำให้เห็นลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าการเปลี่ยนขั้วทางด้านการเมืองไทย คือภายในกลุ่ม “3 ป.” เอง ก็มีการพยายามจะกระจายความเสี่ยงแต่คงไม่ได้แตกแยกกัน เป็นวิธีการรองรับความเสี่ยงในการเลือกตั้ง
จุดเด่นของพรรคพลังประชารัฐคือ การวางท่าทีของ พล.อ.ประวิตร สลัดตัวเองว่าไม่ได้อยู่ในกลุ่มรัฐประหาร การบอกว่าสามารถจับมือกันได้กับทุกพรรค ก้าวข้ามความขัดแย้ง ทำให้ พล.อ.ประวิตรมีจุดเด่นในเรื่องการสร้างพรรคสมานฉันท์ แม้ในอนาคตเกิดความวุ่นวายหรือความขัดแย้งในการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตรสามารถจะร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้ หรือแม้กระทั่งสามารถเสนอตัวเองได้เป็นนายกฯ สมานฉันท์ ในปัจจุบันท่าทีเป็นแบบนั้น
กรณี พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรเน้นลงพื้นที่ฐานเสียงเดิมของพรรคพลังประชารัฐ ความจริงแล้วฐานเสียงของทั้งสองคนหรือทั้งสองพรรคนี้ คือฐานเสียงเดียวกัน เห็นได้จากมีสมาชิกพรรคพลังประชารัฐบางกลุ่มย้ายไปพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือบางคนก็ตัดสินใจอยู่พรรคเดิมต่อ ที่น่าสนใจคือการหาเสียงในแต่ละพื้นที่มีความพยายามจะดันกลุ่มการเมืองท้องถิ่นหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมา ฉะนั้นการหาเสียงในเขตพื้นที่เดิมทับซ้อนกัน ณ ตอนนี้อาจจะไม่ได้มองว่าแยกกันเดินรวมกันตี แต่เป็นการแย่งฐานเสียงกันจริงจัง ต้องดูว่าพื้นที่ไหนสามารถทำให้กลุ่มการเมืองใหม่เติบโตขึ้นมาได้
ที่สำคัญอาจจะได้เห็นความถดถอยของสิ่งที่เรียกว่า “บ้านใหญ่” ในหลายพื้นที่เหมือนกัน คือไม่สามารถคุมเสียงในพื้นที่ของจังหวัดนั้นได้ เนื่องจากสองคนนี้หาเสียงแข่งกัน
ปัจจุบันทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรมีความได้เปรียบเสียเปรียบต่างกัน แต่ดูเหมือนว่าในแง่แนวรบทางด้านโซเชียลหรือแม้ประทั่งการเขียนจดหมายออกมา 2 ฉบับของ พล.อ.ประวิตร ต้องยอมรับว่าฝ่ายของ พล.อ.ประวิตรดูจะมีความก้าวหน้ามากกว่า ในขณะเดียวกันในฝ่ายวางแผนของ พล.อ.ประยุทธ์เองไม่ได้เน้นในเรื่องนี้มาก ไปเน้นเรื่องของการลงไปในพื้นที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล เพราะฉะนั้นความหวือหวาจะต่างกัน
กล่าวได้ว่า ทั้งสองพรรคแข่งกันอยู่ก็จริง แข่งกันปาดหน้าก็จริง แต่จะเห็นว่าการใช้คำพูด การโจมตี ทางด้านการเมืองจะไม่ค่อยมี จะมีในลักษณะของความรู้สึกเกรงใจ ดังนั้นการแข่งกันจนกลายเป็นศัตรูคงเป็นไปไม่ได้ แต่ไปเปิดทางให้กับพรรคพลังประชารัฐมากกว่า
ปฐวี โชติอนันต์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ก ารลงพื้นที่หาเสียงโดยเฉพาะเน้นพื้นที่ฐานเสียงเดิมพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งผลต่อพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐ 2 ประการใหญ่คือ
ประการแรก การที่ทั้งสองพรรคแข่งขันกันลงพื้นที่ ทำให้ชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นสมาชิก เป็นที่รู้จักของคนในสังคมและคนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น และพยายามทำให้คนในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงเดิมของพรรคพลังประชารัฐเห็นว่าตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้ายมาอยู่พรรคใหม่เรียบร้อยแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นการป้องกันความสับสนที่อาจจะมีอยู่ในประชาชนที่ยังคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐมาตลอด
ในทางกลับกัน ภาพของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพรรคพลังประชารัฐ ในทางการเมือง ก็มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในการดำเนินนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคพลังประชารัฐที่ให้การสนับสนุน พล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
ประการที่สอง การที่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัด เช่น ราชบุรี นครสวรรค์ และเยาวราช กรุงเทพมหานคร จนเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ถึงการปาดหน้ากันลงพื้นที่ มองว่าทั้งสองคนตอนนี้อยู่คนละพรรคแล้วคงต้องการเช็กฐานคะแนนเสียงเดิมของตัวเองว่า มีใครสนับสนุนอยู่บ้าง ทั้งเครือข่ายนักการเมืองระดับชาติที่เป็น ส.ส.หรือเครือข่ายในท้องถิ่นต่างๆ ที่เป็นหัวคะแนนสำคัญในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
หลังจากการลงพื้นที่ของทั้งสองแล้ว อาจจะต้องมาจับตามองกันว่าจะมี ส.ส.หรืออดีต ส.ส.ย้ายออกหรือเข้าทั้งสองพรรคมากน้อยแค่ไหนในช่วง 90 วันนี้ เพราะกฎหมายการเลือกตั้งกำหนดให้ผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย 90 วันก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

