ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. เป็นประธาน กมธ. ในประเด็นแรก คือ การเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 ที่กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี เพื่อปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่ต้องติดเงื่อนไขดำรงตำแหน่งนายกฯได้แค่ 8 ปี พร้อมกับระบุเหตุผลขึ้นมาสนับสนุนว่า ควรต้องให้ประชาชนเป็นผู้กำหนด หากประชาชนอยากจะเลือกบุคคลใด บุคคลหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งนายกฯเกินได้กว่า 8 ปี ย่อมควรเป็นไปตามเสียงสะท้อนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมกับยกตัวอย่างการดำรงตำแหน่งผู้นำของต่างประเทศ อย่าง นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่ในช่วงแรกกฎหมายระบุให้ดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 สมัย แต่ตอนนี้แก้ให้ดำรงตำแหน่งได้ 3 สมัย ไม่ใช่เป็นกฎตาย พร้อมกับยกเหตุผลอีกว่า การแก้ไขเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดีและใช้ได้กับทุกพรรค เพราะยังไม่รู้ว่าพรรคใดจะได้รับการเลือกตั้งมาให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ
ขณะที่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ อีกหนึ่ง ส.ว. ที่มีแนวคิดสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ พร้อมกับยกเหตุผลว่า ส่วนตัวคิดว่านายกฯที่ดี ไม่ควรจะมีการกำหนดให้ดำรงตำแหน่ง 8 ปี ควรจะแก้รัฐธรรมนูญข้อนี้ด้วย หาก พล.อ.ประยุทธ์พ้นวาระไปแล้ว แต่นายกฯเป็นคนดี ก็ไม่ควรจะจำกัดวาระการทำงาน คนดีอยู่เกิน 8 ปี ไม่เป็นไร แต่ถ้าได้นายกฯไม่ดี ไม่ขอเจาะจงว่าเป็นใคร ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเอง
ข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯได้เกิน 8 ปีนั้น ท้ายที่สุดแล้วจะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาให้มีการแก้ไขสำเร็จหรือไม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลของการแก้ไขย่อมมีนัยยะต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยตรงเนื่องจากช่วยปลดล็อกจุดอ่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯได้เพียงแค่อีก 2 ปี ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ขาดวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยให้เริ่มนับวาระตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560
ส่วนอีกหนึ่งข้อเสนอของคณะ กมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน กมธ.อีกเช่นกัน คือ รายผลการศึกษาเรื่องแนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ที่มีสาระสำคัญเป็นข้อเสนอหลายเรื่อง อาทิ กรณีการแก้ปัญหาซื้อเสียง จากการลงพื้นที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งซ่อมและเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา พบการเลือกตั้งทุกระดับไม่สุจริตเที่ยงธรรม จึงมีข้อเสนอ อาทิ กำหนดให้ภาครัฐมีค่าพาหนะแก่ประชาชนที่เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง คนละ 500 บาท ใช้งบประมาณรวม 20,000 ล้านบาท สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 40 ล้านคน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและจูงใจประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ช่วยให้เกิดแนวคิดตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน แทนการตอบแทนนักการเมือง ให้การใช้สิทธิเลือกตั้งได้คนดี มีคุณธรรม จริยธรรม
ขณะที่ ส.ว.ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนไปในทิศทางเดียวกันถึงข้อเสนอในรายงานผลการศึกษาเรื่องดังกล่าว โดยยกเหตุผลมาสนับสนุนว่า จากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนรับเงินกันทุกหย่อมหญ้า จึงควรกันประชาชนไว้เป็นพยาน เพื่อโยงไปถึงหัวคะแนน สังคมไทยเป็นสังคมระบบอุปถัมภ์ เมื่อรับเงินไปแล้วจะต้องตอบแทนคุณ ไม่เช่นนั้นจะบาป วันนี้จึงอยากให้ กกต.หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกำหนดให้มีค่าพาหนะ จำนวน 500 บาท ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประมาณ 40 ล้านเสียง ใช้งบ 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง เป็นการให้ประชาชนตอบแทนแผ่นดินไม่เลือกคนซื้อสิทธิขายเสียง เพราะในต่างจังหวัดต้องมีค่าใช้จ่ายเดินทางไปเลือกตั้ง เราจึงต้องให้สังคมไทยได้ยอมรับความเป็นจริง
ผลของการอภิปรายสนับสนุนให้มีการแจกเงิน 500 บาท ให้กับประชาชนกลับไปเลือกตั้งที่บ้านเพื่อหวังแก้ปัญหาการซื้อเสียง รวมทั้งยังให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิดความรู้สึกว่าเป็นการตอบแทนแผ่นดิน เป็นการคิดแบบอำนาจนิยมวางกรอบแนวคิดและจุดยืนที่คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่และถูกต้องเพื่อให้คนอื่นทำตาม ซึ่งทั้ง 2 ข้อเสนอของ ส.ว. ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรจะมีเวทีมาถกแถลง แลกเปลี่ยนให้ได้ข้อสรุปจนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย มากกว่าที่จะชี้นำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เหตุที่ ส.ว.ทั้ง 250 คน มีความมั่นใจและกล้าที่จะเสนอทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อกให้นายกฯดำรงตำแหน่งได้เกิน 8 ปี และเรื่องการจ่ายเงินคนละ 500 บาทให้คนกลับไปเลือกตั้ง เพื่อแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงของนักการเมือง เพราะยังมีอำนาจหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ในการอ้างความชอบธรรม โดยเฉพาะอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ร่วมกับ ส.ส.ทั้ง 500 คน ภายหลังการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2566 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายของการร่วมโหวตเลือกนายกฯในช่วง 5 ปี
ยิ่งการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเกิดขึ้นในห้วงไตรมาสที่ 2 ของปี หลายฝ่ายมีความคาดหวังว่าผลการเลือกตั้งจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง โดยเฉพาะโฉมหน้าของรัฐบาลที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากกลุ่มอำนาจเดิม แต่ปัจจัยที่จะชี้ขาด คือ ผลการเลือกตั้งของทั้ง 2 ขั้วการเมือง หากฝ่ายประชาธิปไตยที่นำโดย พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ประกาศยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์ ตลอดจนพรรคก้าวไกล และพรรคแนวร่วม ได้เสียง ส.ส.มาในจำนวนที่มากพอและมีผลต่อการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ย่อมจะเป็นแรงกัดดันไม่ให้ 250 ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ สวนฉันทามติของประชาชน แต่ในทางกลับกัน หากเสียง ส.ส.ของขั้วอนุรักษนิยมได้รับมาในจำนวนที่สูสีและพอที่จะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ย่อมส่งผลให้ทั้ง 250 ส.ว.อ้างถึงความชอบธรรมในอำนาจของการร่วมโหวตเลือกนายกฯคนที่ 30 ได้เช่นเดียวกัน
คำตอบจึงอยู่ที่ประชาชน สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

