ชี้ทิศทางประเทศไทย : ทวงคืนโอกาสในการสร้าง ความหวังและแรงบันดาลใจ

30.01.23 | 11:05 น.

ประเด็นหนึ่งที่ผมพูดมาหลายครั้ง หลายโอกาส หลายเวที คือเรื่องของความหวังและแรงบันดาลใจ อันเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ต้องการ และเป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับว่าในสังคมปัจจุบันถูกลิดรอนและบั่นทอนไปมากเสียเหลือเกิน มากจนกระทั่งข้ามขีดจำกัดความอดทน ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาทวงสิทธิของพวกเขา ทวงคืนโอกาสและความหวังในการเติบโต ทำงาน ใช้ชีวิต ในสังคมที่เสมอภาค เท่าเทียม และไม่ปิดกั้น และแสดงออกในรูปแบบต่างๆ อย่างที่เราเห็น

ผมลองนั่งพิจารณา ถามตัวเอง และพยายามทำความเข้าใจมุมมองของเด็กรุ่นนี้ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าอ่านพวกเขาได้ออกขนาดไหน โดยได้แค่ตั้งข้อสังเกตว่าคนในแต่ละรุ่นอายุ เกิดในยุคต่างกัน มีมุมมองเรื่องความหวังและแรงบันดาลใจต่างกันเช่นไร และอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เรามองต่างกันซึ่งผมจะลองอธิบายคำตอบดังนี้

มองเด็กรุ่นใหม่ยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น Gen Z หรือ Millennial หรือ Alpha พวกเขาเกิด เติบโต และถูกเลี้ยงดูในช่วงเวลาที่สังคมต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจถึง 3 ครั้ง แล้วแต่ว่าจะเกิดช่วงเวลาไหน ถ้าเป็นเด็กหน่อยก็เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กับวิกฤตโควิด แต่ถ้าเกิดเร็วหน่อยก็ทันวิกฤตต้มยำกุ้งพ่วงแถมเข้าไปด้วยอีกอัน ซึ่งล้วนเป็นอุบัติการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตพวกเขามากทีเดียว ปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ โอกาสเจริญเติบโตก้าวหน้า ความมั่นคงในการงาน ส่งผลกระทบกับรุ่นพ่อแม่ที่เลี้ยงดูพวกเขามา หรืออาจจะส่งต่อมาถึงพวกตัวพวกเขา ณ เวลาที่เติบโตขึ้น

สิ่งที่เห็นได้ชัด หลังวิกฤตโควิดคนที่รวยอยู่แล้วก็รวยขึ้น เจ้าสัวกินรวบ เกิดการฟื้นตัวรูป K-shaped อย่างที่เห็น ปัญหาคอร์รัปชั่นที่เรื้อรัง นับวันยิ่งรุนแรงไร้การควบคุม ระบบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของรัฐไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้คนรุ่นใหม่ได้ว่าทุกคนจะได้รับโอกาสเหมือนๆ กัน และสร้างสังคมที่เสมอภาคเท่าเทียมได้ ยังไม่รวมปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม โลกร้อน มลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเขาที่ประดังเข้ามา

ย้อนกลับไปดูวิกฤตในอดีต ผมไม่คิดว่าคนยุค Baby Boomer หรือ Gen X จะเคยใช้ชีวิตหรือถูกเลี้ยงดูมาในยุคที่มีวิกฤตหนักๆ เหมือนคนรุ่นหลังๆ ดังนั้นต้องยอมรับว่าเด็กรุ่นใหม่โตมาในยุคที่ลำบากกว่าเราไม่น้อย

Advertisement

นอกจากนี้แล้ว เด็กยุคใหม่เติบโตในยุคที่เทคโนโลยีเป็นดาบ 2 คมที่ถึงเรื่องความหวังและแรงบันดาลใจ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ กลายเป็นสื่อนำส่งข่าวสาร ข้อความ เนื้อหาทางสังคมต่างๆ อย่างไม่มีหยุดหย่อน ต้องยอมรับว่าเด็กยุคนี้มีช่องทางในการเข้าถึงข่าวสารต่างจากคนยุคก่อนที่มีแค่หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์

เด็กยุคใหม่จึงถูกหล่อหลอมด้วยเนื้อหาที่กระตุ้นให้พวกเขามีแรงบันดาลใจ อยากเป็น อยากทำ และอยากหวัง เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเหมือนกับบุคคลหรือสังคมที่ถูกนำเสนอในเชิงบวก ในขณะเดียวกันก็มีเนื้อหาที่ทำให้พวกเขารู้สึกสิ้นหวัง ถูกทอดทิ้ง ถูกลิดรอนสิทธิมากมายไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น การเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน การนิ่งเฉยต่อความทุจริตที่โจ่งแจ้ง การกดขี่คนที่คิดต่างโดยผู้มีอำนาจมากกว่า ฯลฯ

เด็กยุคนี้รู้ดีครับว่าพวกเขาเติบโตมาในสังคมที่มีการปรุงแต่งและมุ่งเป้าข่าวสาร ข้อความโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ โดยมีพวกเขาเป็นเป้า แต่พวกเขาเรียนรู้ที่จะพัฒนาภูมิต้านทานด้วยการพยายามหาข้อเท็จจริงด้วยตัวเองผนวกกับอาศัยการพึ่งพาทางความคิด ปรึกษาและแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนรอบข้าง คนรุ่นเดียวกัน มีทัศนคติเหมือนกัน เกิดการฟอร์มตัวทางความคิดเหมือนๆ กัน เพื่อช่วยตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาจะไว้ใจหรือไม่ไว้ใจ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เนื้อหา การประชาสัมพันธ์ การสื่อสาร และการแสดงออกจากทางฝ่ายรัฐที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ จะถูกต่อต้านและเรตให้คะแนนติดลบไม่สามารถสร้างความเชื่อใจและไว้ใจจากคนรุ่นใหม่ได้ เพราะมิได้ถูกสร้างมาจากกระบวนการมีส่วนร่วมทางความคิดด้วยกัน

 ผมเลยอยากชวนทุกท่าน รวมถึงผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ลองสวมหัวเด็กรุ่นใหม่แล้วคิดดูว่าพวกเขาเติบโตมาในสังคมที่มีแต้มต่อติดลบแค่ไหนถ้าเทียบกับเรา อย่ามัวติดหล่มอยู่กับความขัดแย้งที่เกิดจากกรอบความคิดที่ถูกสร้างจากคตินิยมที่ต่างกันโดยไม่ลืมหูลืมตา แล้วเราทุกคนอาจจะเข้าใจดีขึ้นว่าเหตุใดพวกเขาจึงกล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิที่พวกเขาพึงได้รับ ความเท่าเทียมเสมอภาคทางสังคมที่จะช่วยให้พวกเขามีแรงบันดาลใจและมีโอกาสเดินทางไปสู่ความหวังที่พวกเขามี

ให้พวกเขาถูกขับเคลื่อนด้วยความหวังและแรงบันดาลใจมิใช่ขับเคลื่อนด้วยความสิ้นหวังและจนตรอกเพราะผมเชื่อว่าผลลัพธ์มันต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

#Thailand #ThisIsOurFuture

เศรษฐา ทวีสิน