‘ชุมสาย’ ชี้ ‘แบม-ตะวัน’ ต้องได้ประกันตัวตามสิทธิขั้นพื้นฐาน
ผู้มีอำนาจต้องใช้หลักเมตตาธรรม นำหลักยุติธรรม บอก ที่ผ่านมาเห็นแต่ใช้ ม.112-116 ปิดปาก ปชช.เห็นต่าง
เมื่อวันที่ 30 มกราคม นายชุมสาย ศรียาภัย รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลเพิกถอนการประกันตัว น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงศ์ หรือแบม ทว่า ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 11-1 ระบุว่า “บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดอาชญามีสิทธิ์ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ซึ่งเป็นหลักประกันจนกว่าพิสูจน์ความผิดได้”
และยังมีกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 “ผู้ถูกจับกุมควบคุมตัวต้องได้รับการปล่อยตัว ในระหว่างรอการพิจารณาคดี” รัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 29″ ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด (ไม่ใช่สันนิษฐานว่าเขามีความผิด) ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าจำเลยกระทำผิดจะปฏิบัติต่อผู้นั้นเสมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้ และ การควบคุมให้ทำได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันการหลบหนีเท่านั้น”
และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 107 “ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว” บทบัญญัติในที่ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นคำประกาศอันศักดิ์สิทธิ์ของมนุษยชาติ เป็นสิทธิที่ติดตัวมาแต่เกิด มีความเท่าเทียมกันและเป็นสากล สละไม่ได้ ถูกพรากไม่ได้
นายชุมสายกล่าวต่อว่า สำหรับกฎหมายที่มีโทษอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด ต้องค้นหาเจตนาโดยแท้จริงของผู้ต้องหาหรือจำเลยให้ได้ว่า มีความประสงค์อย่างแท้จริงที่จะกระทำความผิดตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากเป็นเพียงการเรียกร้องให้แก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย ให้สอดคล้องกับยุคสมัยและให้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็นตามหลักสากล ตามชุดความรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์ของเยาวชนคนหนุ่มสาว ซึ่งพวกเขาไม่ควรต้องมีความผิด และได้รับโทษอาญา
ส่วนการได้รับสิทธิในการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่บัญญัติบังคับไว้อยู่ในที่ต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นพันธกรณีที่ประเทศไทยมีไว้กับมิตรประเทศต่างๆ จึงต้องแยกให้ออกระหว่างสิทธิการได้รับการประกันตัวกับการพิจารณาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 เอามาปนกันไม่ได้
“แบมและตะวันไม่น่าจะมีเจตนากระทำความผิดในมาตราดังกล่าวตามที่ถูกกล่าวอ้าง เพียงแต่พวกเขาพิจารณาจากเหตุผล และมีชุดความคิดและประสบการณ์ ในยุคสมัยของเขา ดังนั้น ผู้นำหรือผู้มีอำนาจต้องใช้เมตตาธรรม มองพวกเขาอย่างเข้าใจ อธิบายด้วยเหตุผล พวกเด็กๆ ไม่ใช่คนอื่นไกลเขาคือลูกหลานของไทยที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองต่อไปในอนาคต หลายประเทศปล่อยนักโทษการเมือง หรือไม่ดำเนินคดีกับผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากผู้มีอำนาจ ประเทศเรา เราก็ควรต้องไปถึงจุดนั้น
พรรคเพื่อไทยทราบและตระหนักในปัญหานี้ เรายึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ความยุติธรรม หลักนิติธรรม ที่เป็นสากล การบังคับใช้กฎหมายตอนนี้ หากเป็นไปตามเจตนารมณ์และความมุ่งหมายโดยแท้ของบทบัญญัติ เราไม่ขัดข้อง แต่ที่ผ่านมาเราเห็นการหยิบยกกฎหมายในมาตราเหล่านี้ มาใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจทางการเมือง ปิดปากและหยุดการกระทำของผู้เห็นต่างๆ ถือเป็นการตีความการบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดผันกระบวนการยุติธรรม และผู้วินิจฉัยชี้ขาด ตัดสินคดีควรจะต้องรับฟังและมีทางออกในเรื่องนี้ อย่างสันติ โดยใช้หลักเมตตาธรรม นำหลักยุติธรรม” นายชุมสายกล่าว

