หน้าแรก การเมือง พ่อแม่แบมเปิด...

พ่อแม่แบมเปิดใจ ‘ลูกเราไม่ใช่ฮีโร่’ ภูมิใจกล้าสู้เพื่อผู้อื่น ขอโลกรับรู้โครงสร้างสังคมไทยทำเด็กลุกอดข้าวประท้วง

30.01.23 | 20:03 น.
ขอบคุณภาพจาก The Reporters

พ่อแม่แบมยัน เห็นด้วยกับลูก 100% แต่ต้องเอาชีวิตไว้ก่อน ฟ้องโลกเยาวชนประท้วงอดอาหาร-น้ำ สะท้อนความล้มเหลวทุกกระบวนการ

สืบเนื่องกรณี น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือแบม 2 เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ต้องหา ม.112 ถูกส่งตัวไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการอดอาหารและน้ำประท้วง 3 ข้อเรียกร้อง ต่อเนื่องตั้งแต่ 18 มกราคมที่ผ่านมา เข้าสู่วันที่ 12

เมื่อ 30 มกราคม ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน ในกิจกรรม ”ยืน หยุด ขัง 1 ชั่วโมง 12 นาที” โดย กลุ่มทะลุฟ้า พ่อและแม่ของ น.ส.ทานตะวันและ น.ส.อรวรรณได้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้

พ่อของ น.ส.อรวรรณ หรือแบม ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าว The Reporters ว่า จะไปเยี่ยม น.ส.อรวรรณในวันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) โดยที่ผ่านมาเมื่อเดินทางไปเยี่ยม ลูกมักบอกว่า ‘ไม่ต้องห่วงหนู หนูแข็งแรงดี หนูสบายดี’ ก่อนหน้าการประกาศอดอาหาร ตนไม่เคยทราบมาก่อนว่าลูกจะตัดสินใจกระทำเช่นนี้ เพิ่งทราบในวันที่ไปส่งตัว

“ถ้าเขาไม่อาจหาญที่มาทำ ก็ไม่เหลือใครแล้วที่จะมาทำ พ่อกับแม่ยืนยันว่าเห็นด้วยกับลูก 100% ถ้ามีโอกาสเราอยากจะให้สังคมนี้เปลี่ยนโครงสร้าง” พ่อแบมกล่าว จากนั้นนำภาพถ่ายแบมและน้องชายเมื่อครั้งยังเป็นเด็กให้ผู้สื่อข่าว The Reporters ชม

Advertisement

“ผมมีลูกอยู่ 2 คน แบมเป็นลูกสาวคนโต เรารักมาก เลี้ยงมาอย่างดี ทะนุถนอม ครอบครัวเราอบอุ่นมาก 4 คนอยู่ด้วยกันตลอด จนเขาโตขึ้นมา เขาก็แบ่งปันความสุขนี้ให้กับเพื่อนเขาขนาด ตอนนั้นเขาประมาณ 6-7 ขวบ ผ่านมาอีก 15 ปี เขามาอดอาหาร ผมอยากให้รู้ไปทั่วโลกว่าโครงสร้างบ้านเราเด็กต้องลุกขึ้นมาอดอาหารประท้วง มันหมายความว่าอะไร มันหมายความว่าคุณล้มเหลวทุกกระบวนการ กลายเป็นว่าเด็กเอาชีวิตเข้าแลก เราต้องการระบบที่เป็นกลาง” พ่อแบมกล่าว

พ่อแบมกล่าวอีกว่า ตนไม่รู้ว่าตัวเองผิดหรือถูก แต่โทษตัวเองว่าตนทำให้แบมรู้จักประชาธิปไตย เพราะตนไปม็อบที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยและร่วมกิจกรรมที่แสดงออกถึงประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์

“เราจะมีวิจารณญาณของตัวเองอยู่แล้วว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนควรไม่ควร น้องแบมเขาก็มีวิจารณญาณของเขาว่าทุกม็อบที่เขาไปพ่อเห็นด้วย เพราะพ่ออยู่ในม็อบมาก่อน เคยคลุกคลีอยู่กับม็อบมา พ่อรู้ว่าม็อบไหนผลประโยชน์ ม็อบไหนโอเค เราคนไทยเราเข้าใจกัน น้องแบมก็เข้าใจ ถึงต้องมีวันนี้ สิ่งที่แบมทำนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่พ่อเคยทำมาก โครงสร้างทางสังคมเราแย่แล้ว ทุกวันนี้เรามีสังคมที่เห็นแก่ตัว ช่วงชิงแย่งชิง เราไม่มีตรงกลางเลย อะไรเผลอก็หายก็โดนขโมยโดนเอารัดเอาเปรียบ” พ่อของ น.ส.อรวรรณกล่าว

พ่อแบมกล่าวต่อไปว่า พ่อกับแม่ทำใจแล้ว ว่าสิ่งที่ลูกทำไม่ใช่เพื่อตัวเอง ลูกเกิดมาบำเพ็ญช่วยชีวิตคน ลูกประเสริฐมาก สมัยที่ตนไปม็อบก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาลงทุนขนาดนี้ เคยเห็นแต่ไม่เข้าใจ วันนี้ลูกมาทำ จึงเข้าใจว่าสิ่งที่ลูกทำไม่ได้จะมีใครทำได้ง่ายๆ กลายว่าลูกเราเป็นฮีโร่ ซึ่งไม่ใช่ แต่เขาทำตามสัญชาตญาณ

ลูกเราไม่ใช่ฮีโร่ ผมก็เป็นพ่อแม่ที่ปกติ ครอบครัวที่อบอุ่นอย่างครอบครัวลูกเรา ที่มีพ่อแม่คอยดูแลลูกให้ดีให้มีความอบอุ่น ลูกหลานเราในอนาคตต้องไม่อยู่ในโครงสร้างระบบแบบนี้อีกแล้ว” พ่อแบมกล่าว

ผู้สื่อข่าว The Reporters ยังได้สอบถามแม่ของแบมว่าเห็นด้วยในจุดเดียวกันหรือไม่ ได้คำตอบว่า ‘เห็นด้วย’

พ่อแบมกล่าวเสริมว่า ลูกของตนไม่ได้ต้องการเงิน ที่บ้านมีให้ลูกใช้ เสียใจที่ลูกต้องไปอดอาหาร ไม่รู้ว่า ณ วินาทีไหนจะช็อก เพราะเวลาผ่านไป 10 กว่าวันแล้ว สิ่งที่ตนภูมิใจคือทุกคนรู้ในการกระทำของลูกแล้ว เรารู้สึกว่าลูกเรากลายเป็นคนสาธารณะแล้ว

พ่อรู้สึกว่าต้องเข้มแข็งขึ้น เพราะลูกเขาสอนพ่อว่าต้องเข้มแข็ง พ่อก็เคยถามตัวเองว่าเราจะภูมิใจดีหรือเสียใจดี ลูกเราเป็นคนจุดพลังขึ้นมาอีก น้องแบมเขาสู้ ดีกว่าแค่ดัน ดีกว่าไม่สู้เลย แล้วพ่อก็จะสู้ให้ทั้งโลกรู้ว่าเด็กคนหนึ่งโตขึ้นมาอดอาหาร วันหนึ่งจะเป็นลูกของใครบ้าง“ พ่อแบมกล่าว

พ่อแบมกล่าวต่อไปว่า วันนี้เขายิ้มที่พ่อแม่ออกมาสู้ พ่อแม่ไม่ได้หลบ และจะสู้มากกว่าที่เคยสู้ ตอนนี้เขาไม่ให้ประกันตัว แต่ทุกภาคส่วนกำลังช่วยกัน

“ทุกคนรู้ว่าเด็กที่ไม่ได้กินอาหาร 10 กว่าวันต้องเอาชีวิตกลับมาก่อน สมองดีๆ ร่างกายดีๆ ความคิดดีๆ แบบนี้ ควรจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศเรา ไม่ใช่อยู่แต่กับอะไรก็ไม่รู้ ไดโนเสาร์ ผีปอบ แย่งชิงผลประโยชน์อย่างพวกตัวโคโมโดที่กินอะไรก็แย่งกัน

พรุ่งนี้จะได้อัพเดต สู้ๆ นะพ่อ สู้ๆ นะแม่ หนูไม่ผิด พ่อสู้กับหนู พ่อเห็นด้วยกับหนูเลย เขายิ้มเลย พ่อแม่ไม่ได้โกรธ ไม่ได้มารู้สึกลำบากอะไรกับเขา พ่อดีใจที่ลูกเขาคิดเป็น แต่นี่มันเกินไปไหมลูก แม่นอนร้องไห้ทุกวัน จิตจะตกอยู่แล้ว 3 คืน พ่อต้องฟังเสียงแม่สะอื้น เราร้องไห้กันได้อยู่ในบ้าน แต่ออกมาข้างนอกเราต้องอย่าร้อง เราต้องเข้มแข็ง เวลาภาพออกไป ลูกเขาเห็น เพื่อนๆ ที่เขาร่วมต่อสู้จะได้มีกำลังใจ และสุขภาพเราต้องกินต้องดื่ม อย่าไปอด อย่าไปโทรม ต้องลุย เพราะลูกเราลุยมาครึ่งทางแล้ว เราต้องไปอีก จะปากซอยอยู่แล้ว รู้ดีรู้ชั่วกันไปเลย พ่อของ น.ส.อรวรรณกล่าว