‘11 องค์กรผู้แทนนิสิต น.ศ.’ ยืนหยุดขัง ‘ยื่นหนังสือ’ ถึงอธิบดีฯศาลอาญา ย้ำ 4 หลักการ เป็นอิสระเพื่อผดุงความยุติธรรม
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก 11 องค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษา นำโดย ตัวแทนสมาชิก องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ตัวแทนนักศึกษาจาก ม.ธรรมศาสตร์ และ ม.เกษตรศาสตร์ เดินทางมาทำกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง” และยื่นหนังสือเปิดผนึก ถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ในกรณีการถอนประกันตัวเองและอดอาหารเพื่อประท้วงกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้น ของผู้ต้องขังคดีทางการเมือง ทั้งนี้ มีนายสิรภพ อัตโตหิ หรือ แรปเตอร์ นักกิจกรรมทางการเมือง ร่วมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายองค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษา ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าไปยื่นหนังสือภายในศาล ถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ก่อนออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้านหน้าศาลอาญา ด้วยการยืนหยุดขัง 1 ชั่วโมง 12 นาที เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว
ตัวแทน เครือข่ายองค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษา กล่าวว่า วันนี้พวกเรา 11 องค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษา มายื่นหนังสือสนับสนุนในข้อเรียกร้องของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ แบม นักศึกษาเราเห็นว่า ปัจจุบันมีผู้ต้อขังทางการเมืองจำนวนมาก หลายคนยังไม่มีคำตัดสินแต่ถูกคุมขังในเรือนจำ เหมือนกับเป็นผู้ต้องหาจริงๆ ผิดกับหลักการที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์หากยังไม่มีคำพิพากษา

“นอกเหนือจากความเป็นกลางขององค์กรทางการเมือง หรือภาครัฐ องค์กรที่จัดการเลือกตั้งแล้วฝ ก็ต้องมีความเป็นกลางจากองค์กรหรืออำนาจอื่นๆ ที่อยู่เหนือไปกว่านั้น หรืออำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วย ข้อเรียกร้องต่อมา คือปล่อยตัวผู้ต้องหาทางการเมืองที่ยังไม่มีคำตัดสินถึงที่สุด ข้อเรียกร้อง 4 ข้อ เกี่ยวกับหลักการที่ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม กับผู้ต้องหาทางการเมือง โดยเฉพาะคดี ม.112 และ 116 ที่ปัจจุบันยังเป็นปัญหาอยู่ คือสิ่งที่ต้องการสื่อไปถึงศาลอาญา” ตัวแทน เครือข่ายองค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษา กล่าว
เมื่อถามว่า อยากฝากข้อความอะไรถึงตะวันและแบม ที่กำลังอดอาหารและน้ำประท้วงกระบวนการยุติธรรม ?
ตัวแทนเครือข่ายองค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษา กล่าวว่า อยากบอกว่า เราที่อยู่ข้างนอกนี้ก็จะสู้ต่อ เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

สำหรับ จดหมายเปิดผนึก 11 องค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษา ยื่นถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา มีเนื้อหาความว่า
เรื่อง กรณีการถอนประกันตัวเองและอดอาหารเพื่อประท้วงความอยุติธรรมของผู้ต้องขังคดีทางการเมือง
ปัจจุบันมีเยาวชน นิสิตนักศึกษา และประชาชน ถูกดำเนินคดีทางการเมืองจำนวนมาก อันเกิดจากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือเสรีภาพในการชุมนุมตามวิถีประชาธิปไตย อันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีความผิดที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากฎหมายแห่งรัฐ กลับถูกเผด็จการทางการเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งผู้มีความเห็นต่างทุกรูปแบบ เพื่อต่อต้านอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอย่างเห็นได้ชัด อาทิ การตั้งข้อหาผู้ทำโพลสำรวจความคิดเห็นที่เกี่ยวกับสถาบันฯ หรือแม้แต่การจับกุมประชาชนผู้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์
สถานการณ์การเมืองดังกล่าว ทำให้ ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ แบม-อรวรรณ ภู่พงษ์ ออกมาแถลงการณ์เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาลและเสริมกระดูกสันหลังให้พรรคการเมืองทั้งหมด 3 ประการ โดยมีใจความดังต่อไปนี้
1. ต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อันคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นอันดับแรก
2. ยุติการดำเนินคดีความกับประชาชนที่ใช้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองและการชุมนุม
3. พรรคการเมืองทุกพรรคต้องเสนอนโยบายเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน โดยการยกเลิกมาตรา 112 และมาตรา 116
เหตุการณ์ดังกล่าว นำไปสู่การร้องขอถอนประกันตนเอง ในวันที่ 16 มกราคม 2566 เพื่อประท้วงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นและทวงคืนสิทธิการประกันตัวผู้ต้องขังจากการแสดงออกทางการเมือง ในคดีมาตรา 112 และเพื่อการยกระดับข้อเรียกร้อง ตะวันและแบม จึงทำการอดน้ำและอาหาร กระทั่งสุขภาพทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วตามลำดับและอาจมีความเสี่ยงถึงแก่ชีวิตได้
สืบเนื่องจากเหตุการณ์เหล่านี้ เหล่าองค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษาจึงมิอาจนิ่งนอนใจอยู่ได้ และขอตั้งข้อสังเกตทางกฎหมายบางประการอันเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจไม่ปล่อยตัวชั่วคราว และเหตุการณ์ถอนประกันจากกรณีดังกล่าว โดยใช้หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ซึ่งเป็นหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 วรรคสอง ความว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”
ซึ่งเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยภาระการพิสูจน์ว่าเป็นผู้กระทำผิดย่อมตกอยู่กับฝ่ายผู้กล่าวหา และจะไม่มีใครถูกตัดสินว่ามีความผิดจนกว่าจะมีการพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัยอันสมเหตุสมผล รวมไปถึงผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญา จะต้องได้รับการปฏิบัติตามหลักดังกล่าว จนบัดนี้ ได้มีข้อพิสูจน์มากเพียงพอแล้วกับกรณีการยกฟ้องคดีทางการเมืองไปจำนวนมาก จากการพิสูจน์ทราบว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด ถ้าหากเป็นเช่นนี้แล้วกระบวนการยุติธรรมไทยจะปล่อยปละละเลยให้มีการนำการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนนำมาสู่การออกคำสั่งให้ต้องโทษอยู่ร่ำไปได้เช่นไร จนบัดนี้แล้ว กระบวนการยุติธรรมไทยยังกล้าเอ่ยวาทะกรรม “ความเป็นกลางและเป็นอิสระ” เพื่อแสดงความชอบธรรมขององค์กรอยู่ต่อได้เช่นไร
เหล่าองค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษา จึงไม่ขอนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และขอเรียกร้อง 4 ประการ ถึงกระบวนการยุติธรรมสืบเนื่องจากอุดมการณ์ของ ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ แบม-อรวรรณ ภู่พงษ์ ดังต่อไปนี้
1. วาทกรรม “ความเป็นกลางและเป็นอิสระ” ขององค์กรตุลาการและกระบวนการยุติธรรม นอกจากจะเป็นอิสระต่อนักการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ท่านจะต้องเป็นอิสระต่ออุดมการณ์ ที่ท่านสังกัด รวมถึงเป็นอิสระต่ออำนาจทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อผดุงความยุติธรรมอย่างแท้จริงเอาไว้
2. ยุติการดำเนินคดีทางการเมืองและปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีทางการเมืองทั้งหมดทันที โดยไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น รวมถึงมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
3. ในกรณีฟ้องร้อง ออกคำสั่ง หรือจับกุม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทางการเมือง ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ มิจำกัดสิทธิใดๆ และให้สิทธิในการประกันตัว ทั้งนี้ ในกระบวนการยุติธรรมหากมีเหตุในการถอนประกัน ศาลสามารถยกคำร้องการถอนประกันนั้นได้เนื่องจากคำร้องนั้นเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
4. ขอให้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน เนื่องจากมนุษย์ทุกคนมีคุณสมบัติ จิตใจ และสิทธิเฉพาะตัวที่พึงสงวนไว้มิให้บุคคลอื่นละเมิดได้หากสิทธิที่ตนมีมิได้ละเมิดสิทธิผู้อื่น ดังนั้นการใช้อำนาจของกระบวนการยุติธรรมต้องคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล จากการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
สุดท้ายนี้ พวกเราในนามของผู้แทนของเหล่านิสิตและนักศึกษา ขอให้ท่านพึงระลึกไว้เสมอว่า อำนาจสูงสุดแห่งรัฐคืออำนาจของปวงชนชาวไทย จงระลึกไว้เสมอว่าประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย หาใช่อภิชนาธิปไตยที่พวกท่านกำลังหลงระเริง
ด้วยความศรัทธาในอำนาจของประชาชน
เครือข่ายองค์กรผู้แทนนิสิตนักศึกษา 11 องค์กร
องค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร
สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี
องค์การบริหาร องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี



