หน้าแรก การเมือง สาระสำคัญ-ระเ...

สาระสำคัญ-ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่า ด้วยการดำเนินการตาม พ.ร.บ. อุ้มหาย

4.02.23 | 11:30 น.

สาระสำคัญ-ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่า ด้วยการดำเนินการตาม พ.ร.บ. อุ้มหาย

 

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป ใช้บังคับกับการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐใน 3 ฐานความผิดดังต่อไปนี้ คือ การกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน การกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย

สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ที่น่าสนใจ กล่าวโดยสังเขปได้ดังนี้

  1. เมื่อมีการควบคุมตัวบุคคลใด เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบจะต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมตัว จนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวไป และจะต้องมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด เช่น วันเวลาและสถานที่ของการถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ออกคำสั่งให้ควบคุมตัว ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ถูกควบคุมตัว
  2. เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัวบุคคลใด เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องแจ้งอัยการและนายอำเภอในท้องที่ที่มีการควบคุมตัวโดยทันที สำหรับในกรุงเทพมหานครให้แจ้งอัยการและผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง

หากอัยการ นายอำเภอ หรือ ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ผู้รับแจ้ง แล้วแต่กรณี เห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่า จะมีการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้ยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา เพื่อให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำดังกล่าว เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้ว ให้ศาลทำการไต่สวนฝ่ายเดียว

  1. เมื่อบุคคลใดพบเห็นหรือทราบการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย สามารถแจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง อัยการ พนักงานสอบสวน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการฯ ได้โดยทันที

ทั้งนี้ ให้ผู้รับแจ้งดังกล่าวข้างต้นยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา เพื่อให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำดังกล่าว และเมื่อศาลได้รับคำร้องแล้ว ให้ศาลทำการไต่สวนฝ่ายเดียว

Advertisement
  1. กำหนดให้อัยการเป็นพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ และความผิดอื่นที่เกี่ยวพันกัน
  2. กรณีการสอบสวนที่กระทำโดยหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่อัยการ ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแจ้งเหตุแห่งคดีให้อัยการทราบ เพื่อให้อัยการเข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนโดยทันที
  3. ในกรณีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนคดีความผิดตาม พ.ร.บ. นี้คดีใด ให้คดีนั้นเป็นคดีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ
  4. ให้พนักงานสอบสวนหรืออัยการแล้วแต่กรณี แจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ และสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย ในกรณีที่ผู้เสียหายมีสิทธิและประสงค์ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน ให้อัยการเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนผู้เสียหายด้วย
  5. ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตาม พ.ร.บ. นี้

เนื่องจากอัยการมีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ดังกล่าวไปข้างต้น เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2566 สำนักงานอัยการสูงสุดจึงได้ออกระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2566 เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของอัยการเป็นไปตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในที่นี้จึงจะได้กล่าวถึงสาระสำคัญโดยสรุปของระเบียบฯ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ และประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องติดต่อประสานงานและดำเนินการต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ดังนี้

  1. กำหนดให้มีศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายในกรุงเทพมหานครที่สำนักงานการสอบสวน และในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครที่สำนักงานอัยการจังหวัดทุกแห่ง โดยมีอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน หรืออัยการจังหวัดที่รับผิดชอบในการดำเนินคดีประจำศาลจังหวัด แล้วแต่กรณี เป็นผู้อำนวยการศูนย์ มีหน้าที่

(1) รับแจ้งการควบคุมตัวจากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบ

(2) รับแจ้งเหตุการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย จากผู้พบเห็นหรือทราบเหตุ

(3) ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้สูญหาย

(4) รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษคดีความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ เพื่อให้พนักงานสอบสวนฝ่ายอัยการสอบสวนคดีความผิดตาม พ.ร.บ. นี้

(5) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการติดต่อและประสานงาน

ในการรับแจ้งตาม (1) (2) และ (4) ศูนย์อาจรับแจ้งจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรงหรือรับแจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

  1. เมื่อได้รับแจ้งการควบคุมตัวจากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบ รวมทั้งเมื่อได้รับแจ้งเหตุการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย จากผู้พบเห็นหรือทราบเหตุ และเมื่อได้รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ ให้อัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์พิจารณาและตรวจสอบว่า การควบคุมตัวมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหายหรือไม่

ในการพิจารณาและตรวจสอบดังกล่าว อัยการอาจมีความเห็นว่า ควรยุติเรื่อง หรือควรแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือควรยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้สูญหาย แล้วให้เสนอผู้อำนวยการศูนย์พิจารณา

ในกรณีที่ผู้อำนวยการศูนย์เห็นว่าควรยื่นคำร้องต่อศาล ให้มีคำสั่งให้ยื่นคำร้องต่อศาล
แล้วมอบหมายอัยการคนหนึ่งคนใดที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์ หรือในสำนักงานการสอบสวนหรือสำนักงาน
อัยการจังหวัด แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งยุติการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้าย
ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้สูญหาย หรือมีคำสั่งอื่นใดตามกฎหมาย อนึ่ง ผู้อำนวยการศูนย์จะส่งเรื่องให้อัยการสำนักงานที่มีอำนาจดำเนินคดีอาญาหรือสำนักงานที่รับผิดชอบงานคุ้มครองสิทธิหรืองานช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในเขตศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาให้ยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้

  1. เมื่อได้รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ ให้อัยการพิจารณาเบื้องต้นว่าเป็นคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษตามกฎหมายหรือไม่ และในการกระทำเดียวกันนั้นได้มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่นหรือไม่ด้วย
  2. หากปรากฏว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือในกรณีที่อัยการพบเหตุดังกล่าวด้วยตนเอง

(1) ในกรุงเทพมหานคร ให้อัยการรายงานตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อให้พิจารณารับทำการสอบสวนและจ่ายสำนวนต่อไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน และให้อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวนจ่ายสำนวนให้กับพนักงานอัยการในสังกัดเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของเรื่อง

(2) ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้อัยการรายงานตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีอัยการภาค เพื่อให้อธิบดีอัยการภาคพิจารณารับทำการสอบสวนและจ่ายสำนวนไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาคหรือสำนักงานอัยการจังหวัดในสังกัด และให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาคหรืออัยการจังหวัด แล้วแต่กรณี จ่ายสำนวนให้กับพนักงานอัยการในสังกัดเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของเรื่อง

อนึ่ง ในกรณีที่อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน หรืออธิบดีอัยการภาคพิจารณาแล้ว
ไม่รับทำการสอบสวน ให้ยุติเรื่องดังกล่าว

  1. เมื่อพนักงานสอบสวนฝ่ายอัยการซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของเรื่องซึ่งคืออัยการในสังกัดสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาค หรือสำนักงานอัยการจังหวัด แล้วแต่กรณีดังกล่าว สอบสวนเสร็จแล้วให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นต่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบฝ่ายอัยการ ซึ่งได้แก่ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาค หรืออัยการจังหวัด แล้วแต่กรณี ให้พิจารณาดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 ถึงมาตรา 142 ต่อไป
  2. ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายอัยการสอบข้อเท็จจริงในประเด็นเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน รายการและจำนวนค่าสินไหมทดแทน และรายละเอียดอื่นที่จำเป็นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเรียก ค่าสินไหมทดแทนแทนผู้เสียหายให้กับอัยการผู้ว่าคดีด้วย
  3. ให้อัยการที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ และสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายด้วย
  4. หากได้ความว่าการกระทำเดียวกันนั้นได้มีคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่นแล้วอาจเป็นเหตุให้อัยการไม่รับทำการสอบสวนได้
  5. ในกรณีที่การสอบสวนกระทำโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น ให้อัยการรับแจ้งเหตุแห่งคดีจากพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น แล้วดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ในกรุงเทพมหานคร ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน
เพื่อให้อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน พิจารณาเห็นชอบให้เข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน
และจ่ายสำนวนตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน
และให้อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวนจ่ายสำนวนให้กับอัยการในสังกัดเป็นอัยการเจ้าของเรื่องเพื่อเข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนทันที

(2) สำหรับในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีอัยการภาค เพื่อให้อธิบดีอัยการภาคพิจารณาเห็นชอบให้เข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนและจ่ายสำนวนตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาคหรือสำนักงานอัยการจังหวัดในสังกัด
และให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาภาคหรืออัยการจังหวัด แล้วแต่กรณี จ่ายสำนวนให้กับอัยการในสังกัด
เป็นอัยการเจ้าของเรื่องเพื่อเข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนทันที

  1. ในการตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนที่กระทำโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น ให้อัยการดำเนินการ ดังนี้

(1) เมื่อได้รับแจ้งเหตุแห่งคดีจากพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่นแล้ว ให้เรียกสำนวนการสอบสวน
มาตรวจสอบเบื้องต้น เพื่อประกอบการวางแนวทางการสอบสวนต่อไป

(2) ประชุมวางแผนและกำหนดแนวทางการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น

(3) ตรวจสอบหรือกำกับให้การสอบสวนเป็นไปตามแนวทางการสอบสวนที่อัยการ
กับพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่นร่วมกันกำหนด

(4) ในกรณีสอบสวนคดีสำคัญหรือประเด็นสำคัญ อัยการอาจพิจารณาเข้าร่วมอยู่ด้วยในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนฝ่ายอื่น

(5) ให้คำแนะนำแก่พนักงานสอบสวนฝ่ายอื่นตามที่เห็นสมควร

  1. การดำเนินคดีของอัยการผู้ว่าคดีและอัยการศาลสูงในกรณีที่ระเบียบนี้มิได้กำหนดไว้ ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ