รองศาสตราจารย์ ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต เปิดเผยผลวิจัยส่วนบุคคล ข้อคำถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับการชัตดาวน์กรุงเทพฯของ กปปส. เมื่อพฤศจิกายน พ.ศ.2556-พฤษภาคม พ.ศ.2557” ผลการวิจัย สรุปดังนี้ คนกรุงเทพฯ ไม่เห็นด้วยกับการชัตดาวน์กรุงเทพฯของ กปปส. คิดเป็นร้อยละ 61.83 คนกรุงเทพฯ เห็นด้วยกับการชัตดาวน์กรุงเทพฯของ กปปส. คิดเป็นร้อยละ 19.92 ส่วนไม่แสดงความเห็นคิดเป็นร้อยละ 18.25 ส่วนคนกรุงเทพฯ ที่ไม่เห็นด้วยกับการชัตดาวน์กรุงเทพฯของ กปปส. คือคนที่จะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร คสช. 22 พฤษภาคม 2557
ผลวิจัยระบุว่าจากการเก็บข้อมูลเชิงลึก คนกรุงเทพฯ ที่ไม่เห็นด้วยกับการชัตดาวน์กรุงเทพฯของ กปปส.นั้นมีคำอธิบายว่า เป็นการชุมนุมทางการเมืองเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ทหารทำรัฐประหาร เป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐทหารศักดินา เป็นการชุมนุมทางการเมืองที่วางแผนทำลายประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ใช้ความรุนแรง เป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ทำลายเศรษฐกิจของชาติ เป็นการชุมนุมทางการเมืองเพื่อรักษาระบอบเก่า
คนกรุงเทพฯ ที่เห็นด้วยกับการชัตดาวน์กรุงเทพฯของ กปปส.นั้นมีคำอธิบายว่า เป็นการกู้ชาติ เป็นการกำจัดระบอบทักษิณ เป็นการกำจัดตระกูลกินเมือง เป็นการต่อต้านประชาธิปไตยของทุนสามานย์ เป็นการต่อต้านเผด็จการรัฐสภา เป็นการชุมนุมเพื่อทำลายพวกธนกิจการเมือง เป็นการสร้างพลังประชาชนที่แข็งแกร่ง เป็นการต่อต้านนิรโทษกรรมสุดซอย เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นการชุมนุมทางการเมืองเพื่อการสร้างระบอบการเมืองใหม่ที่มีความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นการชุมนุมทางการเมืองเพื่อให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ฯลฯ
งานวิจัยจัดทำขึ้นในห้วงเดือนธันวาคม 2565 ซึ่งห่างจากเหตุการณ์รัฐประหารหลายปี แต่รัฐบาลที่เข้าสู่อำนาจจากรัฐประหารครั้งนั้นยังคงอยู่ในอำนาจ และยังเตรียมจะเดินหน้าต่อไปในวาระที่เหลืออยู่ ทรรศนะของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เป็นมุมมองที่เห็นว่า การชุมนุม คือการสร้างเงื่อนไข ทำลายความชอบธรรมของประชาธิปไตยก่อนยึดอำนาจ ส่วนฝ่ายสนับสนุนการชัตดาวน์ จะยึดถือข้ออ้างต่างๆ ของผู้ชุมนุมเป็นหลักคิด ซึ่งความเห็น 2 ฝ่ายตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ความผิดถูก ประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ของรัฐประหาร ย่อมตัดสินด้วยผลที่ตามมา หากประชาชนได้ประโยชน์จริง ผลเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พรรคที่สนับสนุนรัฐประหารคงชนะขาดลอย ปีนี้ 2566 จะมีการเลือกตั้งทั่วไป เป็นอีกจังหวะเวลาที่ประชาชนทั้งประเทศจะได้ตัดสินชี้ถูกผิดของการเมืองที่ผ่านมาอีกครั้ง

