ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาคนไทยถือว่ายังโชคดีที่ได้ใช้ไฟฟ้าในอัตราเดิม 4.72 บาทต่อหน่วย เป็นผลพวงจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ประกาศอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) งวดรอบบิลเดือนมกราคม–เมษายน 2566
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมถูกปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเป็น 5.69 บาทต่อหน่วย แต่ภาครัฐได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เข้ามาช่วยเหลือรับภาระค่าเอฟทีไปก่อน โดยต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าก็ให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลดราคาก๊าซลงมา ช่วยกดค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมปรับใหม่ลดลงมาเหลือ 5.33 บาทต่อหน่วย
ถือว่าในที่สุดแล้วภาคอุตสาหกรรมก็ได้รับอานิสงส์ด้วยเช่นกัน แม้จะยังไม่เข้าเป้าหมายที่ภาคการผลิตต้องการต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วย
ช่วงนี้ราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มเป็นช่วงขาลง โดยราคาก๊าซแอลเอ็นจีตอนนี้ราคาขยับลงมาอยู่ที่ 19-20 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู สอดรับกับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เคลื่อนไหวอยู่ระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้หลายคนมีความหวังว่า “ค่าไฟฟ้า” น่าจะลดลงตามไปด้วย
แม้ทิศทางราคาพลังงานโลกที่มีแนวโน้มลดลง ก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจ ต้องรอดูทิศทางราคาพลังงานโลกในช่วงเวลาที่เหลือก่อนปรับค่าเอฟทีรอบใหม่ด้วย
ส่วนกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังพึ่งพาไม่ได้ ตอนนี้ปริมาณการผลิตยังอยู่เท่าเดิม ภายใต้ความคาดหวังว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป
ประการสำคัญ ที่ผ่านมา กฟผ.ได้แบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงที่อยู่ในรูปของค่าเอฟที ช่วยเหลือประชาชนเป็นจำนวนเงินมากถึง 1.6 แสนล้านบาท ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินกลายเป็นหนี้สะสมมหาศาล แบกจนหลังแอ่นและอาจจะรับภาระค่าเอฟทีมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
อีกประเด็นที่ต้องพิจารณา คือปัจจุบัน กฟผ.มีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าทั้งระบบอยู่เพียง 33% ที่เหลือเป็นของเอกชน 67% ทำให้ประเทศมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งในช่วงที่แอลเอ็นจีและน้ำมันมีราคาสูง โรงไฟฟ้าเอกชนบางแห่งเลือกหยุดผลิตไฟฟ้าก็เกิดขึ้นมาแล้ว รวมถึงกรณีประเทศไทยซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว จำนวนมาก การยืมจมูกคนอื่นหายใจก็เป็นความเสี่ยงเรื่องความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศเช่นกัน
อีกทั้งต้นทุนค่าไฟฟ้ายังผูกกับกำลังผลิตของจำนวนโรงไฟฟ้าเอกชนที่เพิ่มมากขึ้น ในรูปของค่าความพร้อมจ่ายให้เอกชน หรือ Availability Payment (แม้ไม่ได้ใช้กระแสไฟฟ้า แต่ กฟผ.ยังต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชน ซึ่งจะถูกบวกมาอยู่ในบิลของผู้ใช้ไฟฟ้า) ในอัตรา 25% เนื่องจากวันนี้ปริมาณสำรองไฟฟ้าล้นระบบอยู่ที่ 5.2 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าปัจจุบันในช่วงพีค เพียง 3.2 หมื่นเมกะวัตต์เท่านั้น ทำให้เกิดภาระค่าเอฟที 0.25 บาทต่อหน่วย ตลอดระยะเวลา 20-30 ปีตามอายุของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง
เมื่อพิจารณารอบด้านมีความเป็นไปได้สูงที่ค่าไฟแพงจะกลับมาหลอกหลอนคนไทยอีกครั้งหลังเดือนเมษายน
ระหว่างนั้นเชื่อว่าน่าจะเป็นช่วงสุญญากาศในเทศกาลเลือกตั้ง ไม่มีรัฐบาลดูแล คนไทยต้องคอยลุ้นกันอีก ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องรีบช่วยกันคิดหาทางออกเสียเนิ่นๆ
หากปล่อยล่องลอยไปตามยถากรรม เรื่องนี้มีคนเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดินแน่นอน
สัญญา รัตนสร้อย

