‘เต้ พระราม7’ บุกตรัง ลั่นพร้อมส่งผู้สมัคร ส.ส. ชูนโยบายยางโละ 80 ปาล์ม 7.50 บาท
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมด้วย นางสาวภคอร จันทรคณา, นายวิวัฒน์ เจริญพาณิชย์ศิริ รองหัวหน้าพรรค, นายสรกฤช จันทรคณา โฆษกพรรค, นางสาวอรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์ โฆษกประจำตัว ส.ส.มงคลกิตติ์, นางสาวณัฐปภัสร์ วรธันย์ผาสุข รองโฆษกพรรค, นางสาวกนิษฐรินทร์ พัชรภักดีโชติ รองโฆษกพรรคฯ นางสาวกฤษยากร สรชัย ผู้ช่วยเหรัญญิกพรรค, นายอนุรักษ์ อมรเมตตาจิตต์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรค, นายอดิศร สังค์จันทร์ กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่ บขส.ตรัง เพื่อพบปะกับนัดท่องเที่ยว ผู้โดยสาร และคนขับรถ
นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า การมาเยือนจังหวัดตรังครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็มาหาเสียง แต่ไม่ได้ส่งผู้สมัคร แต่ครั้งนี้น่าจะมีความพร้อมมากกว่าเดิมเพราะว่ามีคนในพื้นที่แสดงเจตจำนงอยากจะลงสมัคร ส.ส.จังหวัดตรัง ในนามพรรคไทยศรีวิไลย์ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะครบหรือเปล่า แต่มีมาหลายท่านที่เสนอตัวเข้ามาเป็นตัวแทนของพรรคไทยศรีวิไลย์ ในการที่จะลงสมัครเลือกตั้งเขต 1 เขต 2 เขต 3 เขต 4 ของจังหวัดตรัง โดยคนตรังส่วนใหญ่ปลูกยางพารา ตอนนี้ราคายางพาราอยู่ที่ประมาณ 42 บาท ซึ่งสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยาง อย่างน้อยราคายางพาราควรจะต้องอยู่ที่ 80 บาท ยิ่งตอนนี้เป็นการซ้ำเติมเกษตรกรเป็นอย่างหนักเพราะราคาปุ๋ยแพงมาก

ดังนั้นจึงเสนอวิธีการในการแก้ไขปัญหาคือ จะต้องมาดูแลเรื่องปุ๋ย โดยทางพรรคมีนโยบายในการที่จะให้ตั้งสหกรณ์ปุ๋ยในแต่ละอำเภอ แล้วก็มีเงินของรัฐมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ทำปุ๋ยเองแล้วก็บางส่วนถ้ายังทำปุ๋ยไม่ทันก็นำเข้าปุ๋ย แล้วปุ๋ยเจ้าสัวเราก็ไม่ซื้อ เราก็ลดต้นทุนได้บางส่วน อีกส่วนหนึ่งก็คือในการรับซื้อยางกลับจากเกษตรกรเราก็ต้องมีระบุว่า โรงงานต่างๆ ต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ส่งออกกับส่วนที่ใช้ภายในประเทศ
โดยส่วนที่ใช้ภายในประเทศเราต้องกำหนดราคารับซื้ออยู่ที่ประมาณ 80 บาท ซื้อราคาเท่าต่ำกว่านี้ไม่ได้ ซื้อสูงกว่าได้ต่ำกว่าไม่ได้ อีกประการหนึ่งคือรัฐอาจจะต้องเข้าไปชดเชยในส่วนนั้น เพราะว่าอย่างที่ส่งออกไปต่างประเทศถ้าไม่ได้แปรรูปราคามันจะไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องใช้เทคโนโลยีในการแปรรูปก่อนจะส่งออกเพื่อไม่ให้มีการ reference เรื่องการกำหนดราคากลางกับตลาดโลก ก็เป็นการช่วยพี่น้องชาวสวนยางที่เป็นพืชส่วนใหญ่ของของคนจังหวัดตรัง
นางมงคลกิตติ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องราคาปาล์มน้ำมัน ความจริงแล้วประเทศไทยเราส่งออกไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่โดยส่วนใหญ่เราส่งไปที่โรงงานหีบปาล์มแล้วก็ขายมาเป็นน้ำมัน บ้างขายไปทำหลายๆ อย่างด้วยกันเราก็คงต้องใช้แนวทางเดียวกันเพราะว่าตามตอนนี้ราคามันไม่ผิดน่าจะเหลือแค่ประมาณจำ 2 บาท 3 บาทถือว่าน้อยมาก เมื่อวานดูราคามาประมาณสัก 2 บาท 3 บาท ประมาณ 2 บาทเราคงต้องกำหนดราคาว่าอย่างน้อยก็ตามต้อง 7.50 บาท

แล้วก็ต้องมาทำเรื่องกลไกเกี่ยวกับเรื่องปุ๋ย เพราะว่าปุ๋ยแพงทำให้เป็นต้นทุนที่สูงในการผลิตเพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถกำหนดตรงจุดนี้ได้ โรงงานน้ำมันถ้านักการเมือง หรือพรรคการเมืองเราไม่ไปไถเงินโรงงานน้ำมันปาล์มมันก็คงไม่มีปัญหา หรือสมมุติถ้าเราไม่เอาเปรียบแล้ว ก็มีการแอบนำเข้าปาล์มจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยค่อนข้างเยอะ ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ก็ยังไม่มีที่วัดว่าเรามีปริมาณปาล์มน้ำมันเท่าไหร่ เนื่องจากว่านักการเมืองแอบเอาน้ำเข้ามาแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่ทหาร บางส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องทุจริตแล้ว
ถ้ามีการส่งเสริมการสร้างแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ก็จะยิ่งดี แล้ว ณ ขณะนี้มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาค่อนข้างเยอะปี’66 น่าจะประมาณ 60 ล้านคนด้วยกัน แต่ศักยภาพของชาวต่างชาติที่มาเที่ยวในประเทศไทย จำนวนเงินที่มาเที่ยวค่อนข้างน้อยลงกว่าปี’62 เนื่องจากว่าเขาก็ประสบสถานการณ์เศรษฐกิจโควิด เหมือนกันทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเยอะแต่ปริมาณเงินอาจจะไม่เยอะเท่ากับปี’62 โดยเราต้องมีการส่งเสริมให้แต่ละจังหวัดมีจุดเด่นเพื่อให้นักท่องเที่ยวอยากมา แต่อย่างจังหวัดตรัง ที่ บขส.มีนักท่องเที่ยวที่ชาวเยอรมัน มีแค่ 2 คนเอง ไม่เยอะมาก เพราะฉะนั้นไม่เหมือนกับภูเก็ตถนนคนเดินคนไทยเหลือแค่ 10% เราต้องการให้จังหวัดตรัง เป็นแบบนั้นรายได้จากนักท่องเที่ยวจะได้เข้ามาในจังหวัดตรังเยอะๆ จังหวัดตรังจะได้เป็นจังหวัดที่เจริญทั้งๆ ที่ความจริงแล้วจังหวัดตรังนี้ผมคิดว่าถ้าเราได้มีโอกาสในการที่จะส่งตัวแทนลงมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.แล้ว พี่น้องตรังให้กับโอกาสสิ่งแปลกใหม่ที่พี่น้องต่างไม่เคยเห็นเกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นทันที

“ผมเชื่อมั่นว่านโยบายหลายๆ อย่างที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องเกษตรกรรม ซึ่งขณะนี้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดตรังไม่มีกำลังซื้อ พอไม่มีกำลังซื้อร้านค้ามันก็ไม่มีรายได้ เพราะฉะนั้นเราต้องอัดฉีดเงินในระบบโดยโครงการของนโยบายของพรรคอัดฉีดครอบครัวละ 150,000 บาทด้วยกันทั้งหมด 22 ล้านครอบครัวก็จะเป็นประชาชนจังหวัดตรังทั้งหมด 4 เขตด้วย จะทำให้พี่น้องประชาชนมีเงินในการหมุนเวียนทางธุรกิจ แต่เงินนี้เป็นวงเงิน 3.3 ล้านล้านบาทด้วยกันดอกเบี้ย 0.01 แล้วก็มีการประกันวงเงินเพื่อไม่ให้เป็นหนี้สาธารณะ เพราะฉะนั้นเงินจำนวนนี้ก็จะเอามาใช้หนี้นอกระบบส่วนหนึ่ง มาใช้หนี้ในระบบส่วนหนึ่ง ผ่อนชำระให้เป็นภาวะปกติ แล้วในส่วนหนึ่งเอาไว้หมุนเวียนธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านไส้กรอก ร้านขายนู่นขาย ฯลฯ ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนมีกำลังทรัพย์ในการที่จะมาจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจมันก็จะขับเคลื่อน”
นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า นอกจากนี้ นโยบายที่สำคัญที่ทำให้การจัดงบประมาณสมดุลเกิดขึ้นในปี’67 ทันทีเพราะว่ารายได้จากภาษี vet ประมาณ 215,000 ล้าน ในส่วนของการอัดฉีดรอบแรกเข้าไปในช่วงปลายปี’66 ถ้าพรรคไทยศรีวิไลย์เป็นรัฐบาล รวมทั้งภาษีนิติบุคคลประมาณอีกประมาณ 456,000 ล้านบาทรวมแล้วใกล้ๆ 7 แสนล้าน ปี’66 เราจัดงบขาดดุล ถ้าตรงนี้อัดฉีดไปรายได้เข้า รับทันทีเกือบ 7 แสนล้าน เราก็จะสามารถจัดงบประมาณปี’67 กลับมาดูได้ทันทีถ้าเราจัดสมดุลได้นั่นหมายความว่าอัตราค่าเงินบาทก็จะเริ่มค่อนข้างแข็งตัวขึ้นเนื่องจากว่าเรามีเงินภายในประเทศมากขึ้นอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แล้วอีกอย่างหนึ่งถ้ามีนักท่องเที่ยวมากขึ้นเงินบาทก็จะดีขึ้น

