คุมวงเงินหาเสียง ตอบโจทย์เลือกตั้ง?

10.02.23 | 11:36 น.

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส..เขต และการกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายในระหว่างการหาเสียงตั้ง อาทิ กรณีสภาผู้แทนราษฎรครบวาระ ให้ผู้สมัคร ส..แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ใช้จ่ายได้คนละ 6.5 ล้านบาท พรรคการเมืองใช้จ่ายได้ 152 ล้านบาท แต่หากเป็นกรณียุบสภาผู้สมัคร ส..ใช้จ่ายได้คนละ 1.74 ล้านบาท พรรคการเมืองใช้จ่ายไม่เกิน 40.6 ล้านบาท จะสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่ อย่างไร


ธเนศวร์ เจริญเมือง   

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Advertisement

การแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.. เขตต้องคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศและพื้นที่ติดต่อกัน ที่สำคัญประชาชนหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเดินทางสะดวกปลอดภัย เพื่อไปใช้สิทธิมากที่สุด แต่ค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องการนำคนต่างด้าวไม่มีสัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชน มารวมกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจส่งผลให้การแบ่งเขตเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้บางเขตเป็นพื้นที่เกิดการทับซ้อน หรือแยกออกจากเขตเลือกตั้งเดิม ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบของผู้สมัครได้

ดังนั้น กกต.ต้องชี้แจงวิธีการแบ่งเขตมีความเป็นมาอย่างไร ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด หรือมาตรฐานการแบ่งเขต ที่สำคัญผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นคนไทยที่มีบัตรประชาชนเท่านั้น เพื่อป้องกันบัตรเขย่งหรือบัตรผีที่ส่งผลต่อเลือกตั้ง และต้องไม่เอื้อประโยชน์พรรคใดพรรคหนึ่งหรือขอใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งมากเกินไป ถ้าเป็นไปได้ กกต.ควรเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย หรือผู้มีส่วนได้เสียเพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ส่วนประเด็นค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งกรณีสภาครบวาระ ที่ให้ผู้สมัคร ส..เขตใช้จ่ายไม่เกินคนละ 6.5 ล้านบาท พรรคการเมือง 152 ล้านบาท หรือกรณียุบสภา ผู้สมัคร ส..ใช้ได้ไม่เกิน 1.74 ล้านบาท พรรคการเมืองไม่เกิน 40.6 ล้านบาท ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะการเลือกตั้งทุกครั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองส่วนใหญ่ใช้จ่ายเกินอัตราที่ กกต.กำหนด แต่ไม่แสดงในบัญชีรายรับรายจ่ายตามกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และได้รับชัยชนะเลือกตั้งด้วย

หากเทียบกับการเลือกตั้งในต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา พบว่ามีเพียง 2 พรรคใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจไปใช้สิทธิหย่อนบัตรลงคะแนน เพราะเป็นพรรคเก่าแก่และเป็นที่จดจำประชาชน มาจากพื้นฐานประชาธิปไตยทำให้พรรคการเมืองไม่ถูกยุบพรรค แต่ของไทยมีการทำรัฐประหารยึดอำนาจของเผด็จการทำให้พรรคการเมืองหมดไป หรือมีการถูกยุบพรรค ก็อาจตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาแทน ต้องใช้งบประชาสัมพันธ์จำนวนมาก เพื่อให้ประชาชนรับรู้ จดจำเครื่องหมายสัญลักษณ์ คำขวัญหรือสโลแกน วิสัยทัศน์ นโยบาย และผู้สมัครของพรรคใหม่ทั้งหมด ทำให้เกิดพรรคการเมืองรูปแบบใหม่ มีพรรคสำรอง มีพรรคนอมินี ทำให้มีพรรคการเมืองจดทะเบียนกับ กกต.กว่า 90 พรรคแล้ว เมื่อเกิดการแข่งขันสูง ก็ส่งผลต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นด้วย

ดังนั้นการกำหนดค่าใช้จ่ายของ กกต. จึงเป็นแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้นแต่ยังไม่ตอบโจทย์การเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมมากนัก เพราะพรรคใหญ่ได้เปรียบพรรคเล็กอยู่แล้ว แม้ กกต.มีวิธีตรวจสอบค่าใช้จ่ายพรรคการเมืองและผู้สมัคร โดยยื่นแสดงบัญชีค่าใช้จ่าย แต่ในทางปฏิบัติเชื่อว่าตรวจสอบยาก และสามารถหลีกเลี่ยงตรวจสอบได้ โดยอาศัยเทคนิคช่องโหว่กฎหมาย โดยที่ กกต.และกฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ 

เรื่องนี้มีบทพิสูจน์มาแล้วหลายครั้ง และอาจถูกพรรคการเมือง หรือผู้สมัครฟ้องร้องภายหลังได้ เหมือนคดี กกต.แจกใบส้มให้กับนายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส..เชียงใหม่ 8 สมัย ในที่สุดศาลสั่งให้ชดใช้เยียวยาความเสียหายกว่า 70 บาทล้าน

 

วันชัย จึงวิบูลย์สถิตย์   

นักวิชาการอิสระ

การกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งของ ส..เขตและพรรคการเมือง ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรมีการกำหนดกรอบวงเงิน เพราะถ้าประชาชนสนใจเลือกผู้สมัคร ส..ที่เคยทำประโยชน์ให้กับพื้นที่และสังคม ก็คงไม่ต้องใช้เงินหาเสียงจำนวนมาก เพียงติดป้ายให้คนในพื้นที่เขตเลือกตั้งได้เห็นก็เพียงพอแล้ว

กรณีสภาครบวาระให้ผู้สมัคร ส..เขตใช้เงินหาเสียงไม่เกิน 6.5 ล้านบาท พรรคการเมืองใช้จ่ายได้ไม่เกิน 152 ล้านบาท หากพรรคการเมืองสนับสนุนและส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 400 เขต จะใช้เงินไม่น้อยกว่า 2,600 ล้านบาท เอาคณิตศาสตร์อะไรมาเป็นฐาน

หรือกรณีมีการยุบสภา ผู้สมัคร ส..เขตใช้จ่ายไม่เกิน 1.74 ล้านบาท และพรรคการเมืองไม่เกิน 40.6 ล้านบาท อยากถามต่างกันตรงไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมดวาระหรือยุบสภา เพราะเวลาหาเสียงต่างกันเพียง 15 วันเท่านั้น ซึ่งค่อนข้างแปลกกรณียุบสภาระยะเวลาการเลือกตั้งยาวขึ้น แต่ให้ใช้เงินน้อยลง ไม่เข้าใจว่า กกต.เอาคณิตศาสตร์เชิงการเมืองอะไรมาเป็นหลักในการพิจารณา

ในการเลือกตั้งไม่ว่าพรรคการเมืองหรือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องใช้เงินกันทั้งนั้น ยิ่งระยะเวลาการหาเสียงสั้นการใช้เงินก็ต้องมากขึ้น เพราะต้องทุ่มจำนวนมาก กกต.ไม่ควรจะคิดเล็กคิดน้อย เพราะห้วงเวลาต่างกันไม่มาก ระหว่างยุบสภากับสภาหมดวาระ

ดังนั้น การเลือกตั้งจะให้เกิดความยุติธรรม อยู่ที่กรรมการจะต้องเคร่งครัดในกฎกติกาคือ การปฏิบัติต้องมีความชัดเจน อย่าให้มีข้อสงสัย รวมทั้งการให้ใบเหลืองใบแดงจะต้องมีหลักฐาน รวมทั้งการกำชับเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง กรรมการระดับจังหวัด ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เป็นธรรมกับทุกคน และทำงานแบบบริสุทธิ์ยุติธรรม

ผมเคยปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง การพิจารณาบัตรเสียหรือบัตรดียังต้องมีการพิจารณาอย่างหนักเหมือนกัน ในเรื่องนี้อยากฝาก กกต.ในแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่นอกจากกำหนดแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้งแล้ว ควรจะแจ้งในเรื่องบทลงโทษด้วย เพราะถือว่าเป็นเจ้าพนักงานหากมีการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ถือว่ามีความผิดอาญาหนักเหมือนกัน หากทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ที่ผ่านมาพบว่ามีการทุจริตในหน่วยเลือกตั้ง แต่ไม่เคยเห็นมีการลงโทษคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเลย เชื่อว่าหากหน่วยเลือกตั้งไกลปืนเที่ยง อาจจะมีการซื้อยกหน่วยได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ควรให้มีความด่างพร้อยน้อยที่สุด ที่สำคัญอยากให้ทุกพรรคการเมืองส่งตัวแทนไปประจำหน่วยเลือกตั้งก็จะแก้ไขปัญหาได้ส่วนหนึ่ง และอยากให้ กกต.อนุญาตให้มีการบันทึกภาพและวิดีโอในหน่วยเลือกตั้งได้ เว้นแต่ในคูหาในการลงคะแนนห้ามบันทึกภาพ ก็จะแก้ไขปัญหาการโกงการเลือกตั้งได้ส่วนหนึ่ง

ส่วนตัวเห็นว่า การเลือกตั้งในรูปแบบที่เป็นธรรม ไม่ควรมีกฎกติกาที่เคร่งครัดนัก เพราะมีแนวคิดว่าคนจะเล่นการเมืองจะต้องมีผลงานการสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่เป็นทุนของคะแนนเสียงอยู่แล้ว เมื่อถึงฤดูการเลือกตั้งก็ไม่ต้องใช้เงินมาก ใช้เพียงสื่อโฆษณาเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

นอกจากนี้ ในส่วนของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอยากให้ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ รักษาความเป็นชื่อเสียงของตัวเอง ที่สำคัญส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการที่ถูกแต่งขึ้นมาเป็นคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และยังถือว่าเป็นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ควรที่จะรักษาเกียรติยศและชื่อเสียงของตัวเอง ในฐานะเป็นตัวแทนฝ่ายรัฐและให้มีธรรมาภิบาล 

หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามที่กล่าวมา ก็หวังว่าการเลือกตั้งสมัยหน้าจะได้ ส..ที่มีคุณภาพเข้าสู่สภาจำนวนมาก

เอกชัย ไชยนุวัติ  

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

กกต.กำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ รวม 3 รูปแบบ เรื่องนี้เป็นข้อเสนอที่ดี ที่สำคัญคือการเผยแพร่ข้อเสนอทั้ง 3 นี้ให้สู่ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องให้แสดงความคิดเห็นได้มากที่สุดในระยะเวลาสั้นที่สุด เพราะข้อเสนอทั้ง 3 แบบมีผลกระทบต่อว่าที่ผู้สมัคร ส..และประชาชนในเขตเลือกตั้ง ส่วนในประเด็นเรื่องค่าใช้จ่าย กฎหมายพรรคการเมืองไทยเป็นกฎหมายในลักษณะควบคุม คือควบคุมค่าใช้จ่าย ควบคุมการหาเสียง ควบคุมวิธีการหาเสียง และควบคุมสาระในการหาเสียงเลือกตั้ง มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งมีโอกาสในความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน ดังนั้น ผู้สมัครที่มีเงินมากก็จะถูกจำกัดจำนวนเงินที่ใช้ในการหาเสียง โดยระเบียบที่ กกต.กำหนดยังมีช่องทางที่ กกต.สามารถใช้สื่อของภาครัฐในการหาเสียงกับผู้สมัครทุกคน

แม้โทษของการฝ่าฝืนกรอบจำนวนเงินที่ใช้ในการหาเสียง ไม่ได้ถึงกับยุบพรรคหรือตัดสิทธิ โดยจะเป็นโทษด้านอื่น แต่สุดท้ายแล้วผู้สมัครทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบ กกต.ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ปัจจุบันนี้โซเชียลมีเดียมีส่วนมากในการหาเสียง ยกตัวอย่าง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ที่หาเสียงใช้เงินน้อยมากแต่เข้าถึงประชาชนผ่านโซเชียลมีเดียและได้รับคะแนนมากมาย ดังนั้นระเบียบ กกต.จึงต้องเข้าใจโลกโซเชียลมีเดียสมัยใหม่ด้วย ซึ่งรูปแบบที่ดีที่สุดคือรูปแบบที่ประชาชนและผู้สมัครให้การยอมรับมากที่สุด 

อย่างไรก็ตาม การกำหนดวิธีคำนวณการใช้เงินในการหาเสียงที่มี 3 แนวทางเลือก เห็นว่าซับซ้อน ทำให้ภาระในการหาเสียงจะต้องทำตามระเบียบและภารกิจของผู้สมัครต้องมาเน้นที่ต้องไม่ทำผิดระเบียบ กกต. แทนที่จะเน้นว่าจะชักจูงประชาชนอย่างไร จึงอยากขอให้ระเบียบต่างๆ มีความยืดหยุ่น ไม่หยุมหยิม เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยราบรื่น 

กรณีการกำหนดกรอบจำนวนเงินที่ใช้หาเสียงแตกต่างระหว่างสภาผู้แทนราษฎรครบวาระและกรณียุบสภาค่อนข้างมีความแตกต่างกันมาก ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าพรรคการเมืองที่มีทุนมาก ผู้สมัครที่มีทุนมาก ก็สามารถใช้เงินได้มาก ระเบียบนี้จึงเข้ามาควบคุมเพื่อให้ผู้สมัครที่มีทุนน้อยพอจะแข่งขันได้เท่าเทียมมากขึ้น สิ่งที่ ส..กลัวมากที่สุดคือ การสอบตก ดังนั้น ความแตกต่างของจำนวนเงินระหว่างยุบสภาและครบวาระที่มากขนาดนี้ ทำให้มีผลจูงใจต่อการยุบหรือไม่ยุบสภา ผมจึงเห็นว่าน่าจะใช้วิธีค่าใช้จ่ายที่เหมือนกันมากกว่า ซึ่งความต่างที่มากนี้ ในทางกฎหมายถือว่าไม่ปกติ ระเบียบ กกต.จะกำหนดแตกต่างกันได้ แต่ส่งผลต่อการตัดสินใจของ ส..ว่าจะลาออกหรืออยู่ครบวาระ สุดท้ายคือ การย้ายพรรคของผู้สมัครเป็นเรื่องปกติ แต่ระเบียบที่เสนอมานี้อาจส่งผลให้ผู้สมัคร ส..ตัดสินใจที่จะอยู่ครบวาระหรือลาออกก่อน ดังเห็นได้จากที่ประชุมวันนี้ก็มี ส..หลายคนลาออก

สำหรับการกำหนดการแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองและประชาชนใน 3 รูปแบบ ต้องสะท้อนให้เห็นถึงแต่ละลักษณะของพื้นที่ เช่น มีการแบ่งตำบล หรืออำเภอเดียวกัน แต่แยกออกกันหลายส่วนหากไม่มีเหตุผลรับรองที่เพียงพอ ผลกระทบสุดท้ายจะทำให้คนในพื้นที่นั้นถูกแบ่งแยกโดยเส้นแบ่งเขตเลือกตั้ง จึงอยากเสนอวิธีการคือ เรียกร้องให้ กกต.เร่งประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ในทุกช่องทางถึงวิธีการแบ่งเขตทั้ง 3 แบบให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้