กมธ.กม.จัดเวทีปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม-ตร. ‘ชูวิทย์’ แนะตำรวจต้องกล้าพูด

10.02.23 | 14:35 น.

กมธ.กฎหมายฯ สภาผู้แทนฯ “จัดสัมมนาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม-ตร.” “อ.ปริญญา” เสนอผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ประกันตัวไม่ได้ ต้องกักขังไว้ในที่ที่ไม่ใช่คุก ขณะที่ “โรม” ชี้ไม่ควรบังคับ ตร.ไว้ทรงผม ด้าน “ชูวิทย์”แนะตำรวจต้องกล้าพูด

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาเรื่อง “ทิศทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และตำรวจของประเทศไทย” ณ ห้องประชุมสัมมนาบี 1-2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา โดยมี ส.ส., ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.), ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ), ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) , ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.), ผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.), ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม


โดยนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ กล่าวเปิดงานสัมมนาว่า กมธ.มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมาย การยุติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรมและความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นด้วยหน้าที่และอำนาจดังกล่าว กมธ.จึงต้องการจะเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ ด้านกระบวนการยุติธรรมของไทยกับการบริหารราชการและการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา นำความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบคำสั่งหรือข้อบังคับไปใช้ในชีวิตประจำวันและในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพ

Advertisement

จากนั้นเป็นการอภิปรายหัวข้อ “ทิศทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจของประเทศไทย” โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และตำรวจของประเทศไทยนั้น จะต้องประกอบด้วย 1.ตอนตั้งข้อหาให้บันทึกในทะเบียนผู้ต้องหา และล้างประวัติของเก่าให้ผู้ที่ศาลยกฟ้อง อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลลงแค่รอลงอาญา 2.ศาลจะต้องปล่อยเป็นหลัก กักขังเป็นเรื่องยกเว้น 3.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เปลี่ยนให้เป็นสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ โดยปล่อยตัวชั่วคราว เป็นกักขังชั่วคราว และ 4.ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ประกันตัวไม่ได้ ต้องกักขังไว้ในที่ที่ไม่ใช่คุก หรือเรือนจำของนักโทษ และไม่ปฏิบัติเสมือนเป็นผู้กระทำความผิด เช่น กรณี ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ แบม-อรวรรณ ภู่พงษ์ นักกิจกรรมอิสระ

ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะโฆษก กมธ.การกฎหมายฯ กล่าวว่า ตนได้ตั้งโจทย์ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจของประเทศไทยไว้หลายข้อ เช่น จะทำอย่างไรให้งานของตำรวจไทยมีคุณภาพ หรือจะทำอย่างไรให้ตำรวจไทยปฎิบัติงานอย่างมีความภาคภูมิใจและมีความสุข รวมทั้งอยากให้ตำรวจไทยทุกคน มีการติดตั้งกล้องไว้กับตัว เมื่อเวลาปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเป็นประโยชน์กับตนเอง และประชาชน รวมทั้งอยากให้ตำรวจไว้ทรงผมได้ตามใจ แต่ขอให้เรียบร้อย ไม่ใช่การบังคับให้ตำรวจไทยต้องตัดผมทรงหัวเกรียน เพราะตนมั่นใจว่า ทรงผมของตำรวจไทยไม่ได้ช่วยให้ตำรวจทำงานดีขึ้น แต่เป็นความสามารถต่างหากที่ทำให้ตำรวจไทยเก่งขึ้น รวมถึงต้องขจัดเรื่องของระบบตั๋ว โดยเฉพาะตั๋วช้างในการโยกย้าย ซึ่งมีปัญหารุนแรง ในเมื่อระบบตั๋วมีมูลค่า ตำรวจจึงทำงานปกติไม่ได้ ต้องหาลำไพ่พิเศษ หากเราขยัดระบบนี้ได้ ตำรวจก็ไม่ต้องไปหาลำไพ่พิเศษ เพราะตำรวจจะทำทุกอย่างบนคความสามารถ ก็จะสามารถเติบโตได้

ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง กล่าวว่า ปัญหาที่แท้จริงของการปฏิรูปวงการตำรวจไทย คือแกนหลักของข้างในที่ทุกวันนี้วงการตำรวจไทยเสียหายอย่างมาก ซึ่งมาจากการที่ไม่มีใครกล้าพูดความจริง เช่น เรื่องของการตั้งด่าน มีการเรียกเก็บเงิน เป็นเพราะมีบุคคลเบื้องบนสั่ง แต่กลับลงโทษตำรวจที่ตั้งด่านแทน โดยไม่มีการตรวจสอบถึงผู้สั่งเบื้องบน หรือเรื่องของตู้ห่าว จะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากตำรวจไทยไม่ช่วยเหลือ ซึ่งตนเชื่อว่าคดีนี้ตู่ห่าวจะรอดอย่างแน่นอน เพราะกว่าจะสอบสวนคดีเสร็จสิ้นต้องใช้ระยะเวลาหลายปี เนื่องจากมีพยานหลายร้อยคน ดังนั้น อยากให้ตำรวจไทยกล้าพูดความจริง เพราะการพูดความจริงไม่ใช่การทำร้ายสังคมแต่อย่างใด ถือเป็นการเปิดเผยความจริงให้กับประเทศชาติและประชาชนได้รับทราบ