ระเบิดเวลา‘การเมือง’
ปมแบ่งเขตคิดต่างด้าว
สุญญากาศการเลือกตั้ง
ประเด็นร้อนในทางการเมืองและสุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ต่อการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำลังจะเกิดขึ้น หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
คือ วันที่ 7 พฤษภาคม ในกรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิบัติหน้าที่ครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคมนี้
ประเด็นร้อนที่ว่า คือ การคำนวณจำนวน ส.ส.ในแต่ละจังหวัดของ กกต. โดยการนำคนที่ไม่มีสัญญาติไทย (คนต่างด้าว) มานับรวมเป็นจำนวนประชากรในบางจังหวัด จนมีข้อกังวลว่าเกิดความผิดพลาดในแง่ของกฎหมาย ตามที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย (สร.) และอดีต กกต. แสดงความห่วงใยพร้อมทั้งเรียกร้องให้ กกต.เคลียร์เรื่องดังกล่าวให้มีความชัดเจน เนื่องจากจะส่งผลให้ 3 จังหวัดที่ได้ ส.ส.เกิน และ 3 จังหวัดที่ได้ ส.ส.ขาด จะกำหนดพื้นที่แบ่งเขตผิด ส่งผลให้การเลือกตั้ง 6 จังหวัดนั้นเป็นปัญหาได้
โดย 6 จังหวัดดังกล่าวมีจำนวน ส.ส.รวมกันได้ 40 คน คิดเป็นร้อยละ 8 ของจำนวน ส.ส. หากมีปัญหาขึ้นจะไม่สามารถเรียกประชุมรัฐสภาได้ เพราะมีไม่ถึงร้อยละ 95
ที่มาตรา 84 รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ ดังนั้น กกต.ต้องชี้แจงว่าเหตุใด จึงนำคนที่ไม่ได้สัญชาติไทยมารวมไว้ด้วย แม้จะให้เหตุผลว่าก่อนหน้านี้เคยทำแบบนี้กันมา
เลยจะทำแบบเดิม แต่แบบเดิมก็อาจจะผิดพลาดก็ได้ เพราะไม่เคยมีใครออกมาทักท้วงว่าถูกหรือผิดอย่างไร จึงยึดแนวปฏิบัติใช้มาโดยตลอด
อดีต กกต.ตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า สำหรับจังหวัดที่มีคนไม่ได้สัญชาติไทย สูงสุด 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ 161,567 คน จ.ตาก 137,410 คน และ จ.เชียงราย 132,515 คน หากคำนวณใหม่โดยตัดคนที่ไม่ได้สัญชาติไทยออก 3 จังหวัดนี้ ควรได้ ส.ส.น้อยลงจังหวัดละ 1 คน ขณะที่ จ.อุดรธานี จ.ลพบุรี และ จ.ปัตตานี ควรได้ ส.ส.เพิ่มอีกจังหวัดละ 1 คน
สอดคล้องกับข้อท้วงติงของฝ่ายกฎหมายเบอร์ใหญ่รัฐบาล อย่าง วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ที่ระบุว่า ได้เสนอแนะไปว่าเป็นห่วงเรื่องของคนต่างด้าวในแต่ละพื้นที่ว่าจะรวมเป็นประชากรในเขตเลือกตั้งด้วยหรือไม่ ซึ่ง กกต.แจ้งว่าที่ผ่านมาได้รวมประชากรแรงงานต่างด้าวในเขตนั้นๆ ด้วย เพราะรัฐธรรมนูญไปเขียนว่า ต้องใช้จำนวนราษฎรตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยที่รวมต่างด้าวไว้ด้วย ทั้งที่ความจริงแยกได้ เป็นคนไทยล้วนกับคนต่างด้าว จึงอยากให้ กกต.ขอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญเอาเองว่าจะต้องรวมหรือไม่รวม
ตรงกับความกังวลในเรื่องดังกล่าวที่อาจส่งผลต่อนัยยะทางการเมือง โดยเฉพาะการจัดการเลือกตั้ง ตามที่ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ความไม่ชัดเจนของการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้ อาจเป็นเงื่อนไขในการนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะ แบบที่เคยเกิดเมื่อปี 2549 ที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างเหตุผลเรื่องการจัดคูหาเลือกตั้ง ในการล้มผลการเลือกตั้ง เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ ถ้า กกต.ฝืนทำแล้วทำให้มีคนยื่นร้องว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.ต้องรับผิดชอบแต่ผู้เดียว
ขณะที่ท่าทีและจุดยืนของประธาน กกต. ตลอดจนเลขาธิการ กกต. ยืนยันการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.ว่า ทำตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย พร้อมกับให้เหตุผลว่า กกต.ปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 86 บัญญัติไว้ ว่าให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งผู้อำนวยการทะเบียนกลางได้ประกาศจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 ว่ามีจำนวนเท่าใด โดยมีทั้งบุคคลที่มีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทย ถ้าพิจารณาถ้อยคำที่ใช้จะเห็นว่าให้เอาจำนวนราษฎร ทั่วราชอาณาจักรมาพิจารณา กกต.ได้ยึดหลักการนี้ในการแบ่งเขตมาโดยตลอด และยังไม่มีแนวคิดที่จะยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ท่าทีในประเด็นเรื่องการนำจำนวนคนต่างด้าวมารวมแบ่งเขตเลือกตั้งนั้น กกต.ที่เปรียบเสมือนคนกลางทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ย่อมอยู่ในสภาวะ ไปซ้ายก็ติด ไปขวาก็สะดุด เนื่องจาก กกต.ให้เหตุผลในการแบ่งเขตเลือกตั้งที่นำคนต่างด้าวมาคิดรวมเป็นจำนวนราษฎร ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เพียงแต่ยังไม่มีใครยื่นเรื่องร้องเรียน หาก กกต.กลับลำยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นดังกล่าว ความย้อนแย้งและความชอบธรรมต่อการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง จะมีคำถามใหญ่และแรงเสียดทานต่อ กกต.ตามอย่างมาแน่นอน เนื่องจากมีแนวทางจัดการเลือกตั้งในปี 2562 กับปี 2566 แตกต่างกัน
ขณะที่มุมมองและข้อเสนอ ทั้งนักวิชาการและมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างฝ่ายการเมือง ส่วนใหญ่อยากให้ กกต.เคลียร์ประเด็นข้อถกเถียง อย่างการนำจำนวนคนต่างด้าวมาคิดรวมเป็นจำนวนราษฎรเพื่อแบ่งเขตเลือกตั้งว่าจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 86 หรือไม่ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดให้ได้ข้อสรุปก่อนที่จะเดินหน้าจัดกาบัตรเลือกตั้ง
ป้องกันความวุ่นวายที่จะอาจมีผู้ไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดผลการเลือกตั้งในจังหวัดข้างต้น ที่มี ส.ส.รวมกันถึง 40 เสียง ส่งผลที่จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากหลังการเลือกตั้ง ประกาศรับรอง ส.ส.ได้ไม่ถึงร้อยละ 95 หรือ 475 คน ไม่เพียงพอที่จะเปิดประชุมรัฐสภานัดแรกเพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
ทั้งหมดอยู่ที่ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องจะเลือกวิธีใดมาปลดชนวนระเบิดเวลาการเมืองลูกดังกล่าว

