ชี้ทิศทางประเทศไทย : Whistle Blower : การประกาศพฤติกรรมชั่วร้ายต่อสังคม ยาขนานใหม่สู้คอร์รัปชั่น

13.02.23 | 11:05 น.

 เราได้เห็นข่าวผลการสำรวจดัชนีรับรู้การทุจริต ปี 2022 ที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจัดทำขึ้น โดยประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 101 ได้ 36 คะแนน โดยเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์แล้วถูกทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น หรือคู่แข่งด้านการเป็น ฐานอุตสาหกรรมการผลิตอย่างเวียดนามที่ชนะเราด้วยการขึ้นอันดับที่ 77 มี 42 คะแนน หรืออินโดนีเซีย แม้จะแพ้เราโดยมาในอันดับ 110 ที่ 34 คะแนนแต่เปรียบเทียบกับทรัพยากรธรรมชาติที่เขามีก็ยังเป็นจุดขายที่น่ากลัวว่าจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ดีกว่าไทยเรา

เพราะเหตุใดวัฒนธรรมการคอร์รัปชั่นถึงได้ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย? เป็นคำถามที่น่าสนใจ มีนักวิชาการหลายท่านได้พยายามหาคำตอบ แต่ที่ผมเคยเห็นมีคนยกมาเล่าให้ฟังก็คือจากหนังสือเรื่อง Corruption and Democracy in Thailand โดยมีการอธิบายให้เข้าใจถึงรากเหง้าของการคอร์รัปชั่นในไทยว่าเกิดมาจากวัฒนธรรมโบราณ 2 ประการของเรานั่นก็คือ ธรรมเนียมการเก็บส่วย และ ระบบอุปถัมภ์

ธรรมเนียมการเก็บส่วย หาข้อมูลจากสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทยบอกว่าเกิดจากสมัยก่อนที่เจ้าเมืองที่ถูกแต่งตั้งต้องละทิ้งธุระของตนมาทำหน้าที่ดูแลปกครองบ้านเมือง รัฐบาลก็ไม่ได้เลี้ยงดู แต่อนุญาตให้หักค่าภาษี ค่าธรรมเนียม หรือส่วยต่างๆ ที่ได้จากประชาชนเข้ากระเป๋าตัวเองส่วนหนึ่ง แต่เมื่อหักค่าอะไรเสร็จแล้ว ก็ต้องนำส่งส่วนกลางด้วย แถมราษฎรก็ต้องตอบแทนคุณเจ้าเมืองด้วยการออกแรงช่วยทําการงานให้บ้าง หรือแบ่งผลผลิตสิ่งของต่างๆ ให้บ้าง

ส่วนเรื่องของระบบอุปถัมภ์นั้นเกิดจากการที่สังคมของไทยมีชนชั้นมาแต่ไหนแต่ไร เกิดความไม่เท่าเทียมเสมอภาคจากระบบดังนั้นคนที่ด้อยโอกาสกว่าจะมาขอความอุปถัมภ์จากคนที่มีอำนาจและมักอยู่พีระมิดบนของระดับชั้นทางสังคม ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีอะไรบางอย่างมาแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือ

แม้จะมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดคอร์รัปชั่น ไม่ว่าเงินเดือนข้าราชการที่ต่ำเกินไป การขาดการศึกษาที่เหมาะสมของประชาชน ความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือเสถียรภาพทางการเมือง แต่ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมรากเหง้า 2 เรื่องด้านบนดังกล่าวนี่แหละที่เป็นจุดตั้งต้นของคอร์รัปชั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับประเทศไทย

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเรากำลังเห็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน และเชื่อว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นยาแขนงพิเศษที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ และอาจจัดการโรคร้ายอย่าง คอร์รัปชั่น ที่ฝังตัวกับสังคมไทยมานานได้อย่างชะงัด นั่นก็คือเรื่องของ Whistle Blower หรือการประกาศพฤติกรรมชั่วร้ายต่อสังคม

สำหรับองค์กรเอกชน เราอาจคุ้นชินในเรื่องนี้บ้างเพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหารความเสี่ยงและธรรมาภิบาลของบริษัท โดยเรื่องการสนับสนุน Whistle Blower นี้เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องการจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเรื่องของ Growth Mindset ที่พนักงานกล้าเปิดประเด็นปัญหาต่างๆ ในองค์กร ไม่ว่าจะพูดออกมาซึ่งๆ หน้า หรือจะเป็นการรายงานแบบไม่ระบุตัวตน อันจะนำมาซึ่งการสอบสวน ตรวจสอบ เหตุการณ์ที่ได้รับรายงานอย่างจริงจังภายในองค์กรต่างๆ

แต่สำหรับการประกาศพฤติกรรมชั่วร้ายต่อสังคม หรือการแฉ เกี่ยวกับคอร์รัปชั่นระดับประเทศที่เราได้เห็นในข่าวช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาต้องบอกว่าไม่ได้ยึดติดกับกลไกธรรมาภิบาลที่ภาคเอกชนยึดถือแต่อย่างใด และเป็นการลื่นไหลทางแนวคิดที่น่าสนใจทีเดียว

อย่างเรื่องของระบบการแจ้งปัญหาภาคเอกชนเคยต้องสร้างสายการรายงานหรือระบบที่รัดกุม แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ในสังคม เราไม่จำเป็นต้องสร้างระบบที่ได้รับการยอมรับจากทุกคน เพราะมีสื่อโซเชียลมีเดียที่ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีเยี่ยม อย่างเช่นเรื่องของการแฉกรณีเว็บพนันหลักพันล้านที่เกี่ยวโยงกับผู้มีอำนาจทางกฎหมาย ก็โพสต์ออกมาตรงๆ เดี๋ยวสื่อหลักต่างๆ ก็หยิบไปขยี้ ขยายประเด็นต่อเองอย่างทันควัน ยิ่งมีคนหยิบไปขยี้เยอะยิ่งดี

การรักษาความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัยของผู้ที่จะแฉเพื่อให้กล้าที่จะพูดในสิ่งที่คิดได้มากยิ่งขึ้น ไม่จำเป็นอีกต่อไป ณ ปัจจุบัน การออกมาแฉเรื่องทุจริตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ กลไก ราชการที่กระทบกับประชาชนส่วนรวมยิ่งผู้แฉอยู่ในสปอตไลต์ ได้รับความสนใจมากๆ ก็ยิ่งปลอดภัย

หรือการให้รางวัลสำหรับผู้กล้าที่จะแจ้งปัญหา ก็ไม่ต้องสรรหาแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่คนพวกนี้จะได้จากการแฉคือความนิยมชมชอบ ความนับถือ และการเทใจให้จากสังคมไทยอย่างท่วมท้นเพราะเอือมระอาต่อคอร์รัปชั่นที่กัดกินความเจริญก้าวหน้าและความกินดีอยู่ดีของพวกเรามานานแสนนาน

สิ่งที่เราเห็น ณ ปัจจุบันคือการต่อสู้ระหว่างคอร์รัปชั่นที่มีรากเหง้ามาจากวัฒนธรรม ระบบส่วย และระบบอุปถัมภ์ ที่ถูกฝังอยู่ในทัศนคติของเรามาช้านาน และการประกาศพฤติกรรมชั่วร้ายต่อสังคมหรือการแฉอันมีความลื่นไหลและสอดคล้องกับวิถีของสังคมในปัจจุบันได้อย่างดี ก็ได้แต่หวังว่าแรงกดดันนี้จะมากพอที่จะทำให้มีการกุดรากของการคอร์รัปชั่นทั้งหลายลงและทำให้สังคมเราก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้นครับ

#Thailand #ThisIsOurFuture

เศรษฐา ทวีสิน