รุมดีดปาก “วันชัย” พิษท้าชนแลนด์สไลด์ยื้อนายกฯ “พท.-ก้าวไกล-อจ.” ถล่ม-ส.ว.โต้ความเห็นส่วนตัว
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ กรณีนายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระบุว่า ส.ว.พร้อมแลนด์สไลด์ไม่โหวตเลือก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี หากได้เสียง 250 เสียง โดยให้ไปรวบรวมเสียงให้เกิน 376 เสียง
เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เป็นความคิดของนายวันชัย แต่โดยหลักการสมมุติถ้า พท.ได้ 250 เสียงขึ้นไป พวกคุณจะตั้งรัฐบาลได้อย่างไร ต่อให้ พท.รวมเสียงได้ถึง 376 เสียง ถามว่าจะตั้งรัฐบาลเองที่มีเสียงข้างน้อย ประเทศชาติจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายกับวิธีการแบบนั้นหรือไม่ เพราะคุณเข้าสภาตายตั้งแต่เดือนแรก เนื่องจากเสียงในสภาไม่พอ และ ส.ว.ไม่ได้ยกมือช่วยตลอด ดังนั้นมั่นใจว่าถ้า พท.ได้คะแนนเสียงเกินครึ่งของสภาเชื่อยังมี ส.ว.ที่มีความเป็นธรรมและมีใจเป็นกลาง เพราะ ส.ว.รู้ดีว่าพี่น้องประชาชนตัดสินให้ใครเป็นรัฐบาลแล้ว เชื่อว่า ส.ว.จำนวนหนึ่งเกินครึ่งไม่ทอดทิ้งประชาชน
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่าถึงเวลานั้น ส.ว.คงจะรับฟังเสียงประชาชนบ้างว่าต้องการอะไร เพราะว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นการพิสูจน์ว่าเป็นการแสดงออกถึงประชาชน ใครก็ตามที่เป็นรัฐบาล ทาง ส.ว.ก็น่าจะรับฟังเสียงเหล่านั้นด้วย การเตรียมวิธีหรือกลยุทธ์รับมือกับการสกัดแลนด์สไลด์ ไม่มีอะไรมากเพียงแต่ตั้งใจให้เขตที่พรรคได้รับการเลือกตั้งในคราวหน้าได้ 250 เสียงขึ้นไปเพื่อที่จะให้เกิดพลังแลนด์สไลด์ชนะเสียง ส.ว.
นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า อาจมองในมุมนั้นได้ แต่มองในมุมหนึ่ง เป็นการข้ามหัวประชาชนเกินไปหรือไม่ คิดว่าอำนาจที่ได้รับจากคณะรัฐประหาร แตกแยกกันแล้ว ยังมากำหนดตัวบุคคลเป็นผู้นำประเทศ โดยไม่สนใจอำนาจของประชาชน ดูเป็นการกำเริบเสิบสานไปหรือไม่ ไม่เห็นด้วยกับความคิดเช่นนี้ เป็นความคิดถอยหลังลงคลองมาก ตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัดอำนาจ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ส.ว.ก็ขัดขวางไม่ให้แก้ ไม่มาเป็นองค์ประชุมให้ ใช้วิธีการไม่สะอาด มาตอนนี้ก็ใช้คําพูดว่าจะไม่สนใจเสียงประชาชน หากใครได้ไม่ถึง 376 เสียงก็ไม่มีสิทธิตั้งรัฐบาล ไม่คิดว่าคำพูดเช่นนี้ จะออกมาจากคนอยู่ในอำนาจรัฐ ยุคนี้ควรคืนอำนาจให้กับประชาชนได้แล้ว
ด้าน รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า นายวันชัย สอนศิริ เคยออกมาพูดว่า ส.ว.ไม่เป็นเอกภาพ แต่กลับมาบอกว่าเป็นเอกภาพ มองว่าน่าจะมีสายและในกลุ่ม ส.ว.คงพูดกัน การระบุว่า ตำแหน่งนายกฯไม่ใช่ของเล่นตระกูลใด น่าจะเพื่อให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ดูเสียคะแนน เพราะรู้กันอยู่แล้วว่านายวันชัยยืนอยู่ฟากไหน แต่ตอนนี้ยังฟันธงไม่ได้ การเมืองยังมีการเคลื่อนไหวและยังมีการปรับตัวอีก ถึงวันนี้คนยังไม่มั่นใจเลยว่า กลุ่มสามมิตรจะอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ทั้งหมดหรือไม่ เพราะฉะนั้นอย่าใจร้อน นักการเมืองเล่นการเมืองไม่ทันคนวิเคราะห์แล้ว อย่างวันนี้ก็รู้กันอยู่ว่าความนิยมของผู้คนต่อพรรคการเมืองตอนนี้พรรค พท.นำอยู่ตามที่ดูจากโพลต่างๆ โดยภาพรวมพรรค พท.คะแนนนำกว่าพรรคอื่น
ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอและเกิดงูเห่ามากขึ้น ในระบบรัฐสภาต้องเคารพฉันทามติของประชาชนกับพรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมืองเห็นว่าพรรค พท.ส่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย มีนามสกุลชินวัตร แต่เขายังเลือกอยู่ ดังนั้น คุณต้องเคารพฉันทามติของประชาชน ตำแหน่งนายกฯจะเป็นของเล่นของใครหรือเปล่าไม่ทราบ แต่คนที่ตัดสินใจคือประชาชนที่เลือกตั้ง แต่ ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ทางด้าน นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. กล่าวว่า สิ่งที่นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.ระบุว่า ส.ว.จะไม่โหวตเลือก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นนายกฯแม้จะได้เสียงเกินครึ่งนั้น เป็นความเห็นนายวันชัยคนเดียว อย่าเหมารวมเป็นความเห็น ส.ว.ทั้งหมด หลายคนไม่สบายใจกลัวถูกเหมารวมไปด้วย กรณี ส.ว.จะโหวตใครเป็นนายกฯต้องไปดูหน้างาน ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เกิน 250 เสียง ต้องดูว่าจะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ ถ้าเป็น น.ส.แพทองธาร เชื่อว่า ส.ว.แต่ละคนคงมีวิธีตัดสินใจของตัวเอง ถ้าเป็นตัวเองจะงดออกเสียง แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดเหมือนกันหรือไม่ ส.ว.จะไม่ใช้วิธีบล็อกโหวต ให้แต่ละคนตัดสินใจเอง ยอมรับว่าการโหวตของ ส.ว.มีทั้งที่ยอมรับเสียงของประชาชนและไม่ยอมรับ น.ส.แพทองธาร ถ้าโหวตชื่อ น.ส.แพทองธารแล้วเกิดปัญหาก็ต้องเอาแคนดิเดตระดับรองๆ ลงไปมาเป็นแทน
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไร เป็นสิทธิของแต่ละคน นายวันชัยอยากพูดอะไรก็ฟังท่านไป สื่ออยากนำเสนอก็นำเสนอไป แต่ยืนยันว่าคนอื่นยังไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ส.ว.แต่ละคนมีสิทธิในการที่จะโหวตเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้และวันนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าแต่ละพรรคเสนอใครบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ว.จะต้องยึดผลการเลือกตั้งว่าพรรคไหนได้ ส.ส.มากที่สุดหรือไม่ พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า ไม่ใช่แค่รอดูผลเลือกตั้ง ต้องรอดูว่าพรรคไหนจะเสนอใครขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯแล้ว พิจารณาอย่างเป็นอิสระตามสิทธิของแต่ละคน ไม่เคยมีการจับเข่าพูดคุย หรือตั้งกลุ่มคุยกันว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้จะต้องเลือกใครต้องดูกันตามหน้างานและโหวตไปตามความรู้สึกของตัวเอง

