สัญญาณทางการเมืองอันส่งมาจาก นายเสรี สุวรรณภานนท์ เมื่อประสานเข้ากับที่ส่งมาจาก นายวันชัย สอนศิริ
มิได้เป็นสัญญาณแห่ง “ความรัก”
ยิ่งหากมองจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ยิ่งหากมองจากพรรคเพื่อไทยยิ่งเด่นชัดว่าเป็นสัญญาณแห่ง “ความเกลียด”
เป็นการยืนยันใน “เป้าหมาย” ทาง “การเมือง”
เป็นการเมืองที่ดำรงจุดมุ่งหมายแห่งการรักษา “ระบอบ” ตามหลักนิยมอันกำหนดไว้ใน “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” อย่างแน่วแน่ มั่นคง
ถึง “ลุงตู่” จะแยกจาก “ลุงป้อม”
แต่บทสรุปของ 250 ส.ว. ก็ไม่เคยว่อกแว่ก แปรเปลี่ยน ยังจะเลือกเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เท่านั้น
สัญญาณนี้เตือน “เพื่อไทย” เท่านั้นหรือ
ประเมินอย่างเผินๆ คล้ายกับเจตนาของ นายเสรี สุวรรณภานนท์ และ นายวันชัย สอนศิริ จะเป็นเช่นนั้น
แต่เมื่อมองผ่านแต่ละ “ถ้อยคำ” เข้าไป
เป็นความจริงที่เป้าหมายหลักอันมาจาก 250 ส.ว.เตือนพรรคเพื่อไทยเตือน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ให้สำเหนียก
แต่ภายใน “สำเหนียก” ยังกระตุก “สำนึก”
เพียงแต่เมื่อถึง “ต่อมสำนึก” พรรคเพื่อไทยและ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อาจมิได้เป็นเป้าหมาย
หากแต่เป็น “พันธมิตร” ภายใน “รัฐบาล”
เป็นการเตือนไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นการเตือนไปยัง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นการเตือนไปยัง นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐธรรมนูญนี้ DESIGN มาเพื่อ “ใคร”
หากมองจากปรากฏการณ์ของ “โพล” ซึ่งเป็นเงาสะท้อนในทางความรู้สึกของประชาชนโดยเฉพาะ “นิด้าโพล” เด่นชัดว่า “ประชาชน” ได้ “ตัดสินใจ” แล้ว
นั่นก็คือ ยังดำรงการเลือกระหว่าง 1 กลุ่มจารีตนิยมที่มาพร้อมกับ “รัฐประหาร”
ตั้งแต่กันยายน 2549 และพฤษภาคม 2557
เห็นว่า “รักความสงบ” ต้องจบลงที่ “ลุง”
และ 1 กลุ่มที่คัดค้านและต่อต้านรัฐประหารอย่างเด็ดเดี่ยว ต่อเนื่อง และมีแต่จะแน่วแน่ มั่นคงยิ่งขึ้น
กระนั้น ภายใน “การเคลื่อนไหว” ก็อาจก่อให้เกิด “การแปรเปลี่ยน”
เป็นการแปรเปลี่ยนที่ภายในกลุ่มจารีตนิยมขาดความเชื่อมั่นต่อการนำของ “ลุง” และอาจโอนเอียงมาทางพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล
ก่อให้เกิด “แลนด์สไลด์” อย่างใหญ่หลวง
ระยะเวลาจากเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน จึงเป็นระยะเวลาอันทรงความหมายยิ่งในทางการเมือง
เป็น “ปัจจัย” อันละเอียดอ่อน แหลมคม
มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
นี่คือ “ตัวแปร” อันทรงความหมาย

