ม็อบยื่นหนังสือค้านชะลอ พ.ร.บ.อุ้มหาย นับถอยหลัง 23 ก.พ. บังคับใช้วันแรก

14.02.23 | 13:18 น.

ม็อบยื่นหนังสือค้านชะลอ พ.ร.บ.อุ้มหาย นับถอยหลัง 23 ก.พ. บังคับใช้วันแรก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ประตู 2 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นำโดย นางพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนผ่าน นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อทวงถามความคืบหน้าคดีการอุ้มหายผู้ลี้ภัยการเมือง รวม 8 คน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้ใน 23 ก.พ.66 นี้ แต่มีกระแสข่าวว่าจะมีการเลื่อนออกไป

นางพรเพ็ญกล่าวว่า วันนี้น่าจะต้องเป็นบทบาทของคณะรัฐมนตรีโดยการนำของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากเป็นผู้มีบทบาทหน้าที่โดยตรง ไม่แน่ใจว่าในช่วง 7 วันที่ผ่านมาข่าวลือที่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ไปพบนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ไม่เลื่อนการพิจารณาเป็นเรื่องจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังมีความหวังอยู่

“เช้านี้เป็นเช้าที่สำคัญมาก ยังมีความหวังที่นายกรัฐมนตรี หลังจากรับฟังข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะไม่เห็นด้วย หรืออยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่พูดเรื่องนี้อีกเลย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาเรื่องนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้หรือวันไหนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระก่อนการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ การกระทำแบบนี้โดยนักกฎหมายที่คิดว่ามีความรู้เพียงพอที่จะทำให้มีพระราชกำหนดในการยับยั้ง พ.ร.บ.เป็นความเสียหายของประเทศชาติ ไปจนถึงสหประชาชาติ เพราะเป็น พ.ร.บ.ที่เรียกร้องไปถึงประเทศสมาชิกที่ลงนามในอนุสัญญา 2 ฉบับคือ อนุสัญญาเรื่องการป้องกันทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกมีหน้าที่ทำให้การทรมานและการอุ้มหายเป็นความผิดทางอาญา ประเทศไทยก็ติดตามมาสิบกว่าปีแล้ว

ดังนั้น บทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารไม่มีความชอบธรรมที่จะมาแตะต้อง พ.ร.บ.ฉบับนี้อีกในวันนี้ และอีกเพียง 10 วัน พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องติดกล้องเพื่อบันทึกภาพติดตามตัว จะไปรีดไถ พูดคุยกับใครก็ต้องพูดด้วยกฎหมาย สุภาพ ไม่มีโอกาสทำความผิดเหมือนที่เคย” นางพรเพ็ญกล่าว

นางพรเพ็ญกล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้สำคัญแต่วันพรุ่งนี้ แต่สำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดมาด้วยว่าผู้บังคับบัญชาไม่เคยได้รับผิดจากคำสั่งที่มิชอบตามกฎหมาย ทั้งการอุ้มหาย การกระทำที่ไร้มนุษยธรรม โดยเฉพาะกรณีผู้ลี้ภัยที่อพยพไปต่างประเทศด้วยเหตุผลทางการเมืองหลังรัฐประหารที่ถูกทำให้เสียชีวิต 2 ราย และอีก 7 รายซึ่งไม่ทราบชะตากรรม โดยยังไม่มี พ.ร.บ. แต่ถ้ากฎหมายนี้มีผลบังคับใช้แล้วจะเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งสามารถนำผู้กระทำความผิดทั้งเจ้าหน้าที่ บุคคลที่เกี่ยวข้อง และผู้บังคับบัญชาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้

Advertisement

ทั้งนี้ นางพรเพ็ญกล่าวกับนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ครั้งก่อนเมื่อครบรอบการหายตัวไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พวกตนก็มาเรียกร้องที่นี่ สุดท้ายมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ในพื้นที่แจ้งความจนต้องถูกดำเนินคดีทางอาญาจากการใช้สิทธิ

“ขอร้องท่านให้พูดถึงเรื่องการไม่ดำเนินคดีกับนักสิทธิมนุษยชนและนักรณรงค์ที่มาใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่มีคดี ไม่มีหมายเรียก ไม่มีหมายจับ ส่งต่อมาถึงพวกเรานักสิทธิมนุษยชน” นางพรเพ็ญกล่าว