อดีตคณบดี”นิด้า” “พงศ์เทพ” “คำนูณ” ร่วมวงชำแหละ”ชีวิตคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่”(คลิป)

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เวลา 10.00 น. ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จัดเสวนาหัวข้อ “ชีวิตคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่”  โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี  นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท. ) และ ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)  ร่วมเสวนาในครั้งนี้

นายคำนูณ กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นับตั้งแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไป 6 ปี ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงชนิดที่เราคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในปีแรกที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เราอาจจะมีการช็อก หรือเกิดการพลิกล็อกกันอย่างมาก ก็หวังว่าเราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ เพราะที่ผ่านมาเราติดหล่ม หรือกับดักทางการเมืองมาตลอดกว่า 10 ปี

นายคำนูณกล่าวว่าสิ่งที่คนไทยจะได้เห็นจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การสร้างกลไกให้มีการปฎิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง จะแตกต่างจากฉบับที่มีมา ใครจะเป็นรัฐบาลก็ตามแต่ ทุกรัฐบาลที่เข้ามานับจากนี้ไปต้องถูกผูกพันโดยรัฐธรรมนูญให้ดำเนินการปฎิรูปประเทศตลอดไป ตราบเท่าที่พ.ร.บ.ฉบับแรกที่ประกาศใช้ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยแผน และขั้นตอนการปฎิรูปประเทศกำหนด เพราะจะต้องมีการประกาศและบังคับใช้ใน 120 วัน ที่สำคัญที่สุดคือ พ.ร.บ.นี้ จะได้เห็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศมารับไม้จากสปท. แต่จะเป็นอย่างไรนั้นไม่ทราบ ซึ่งจะต้องมีแผนการปฎิรูปประเทศ และต้องดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผล โดยจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทุกเรื่อง

นายคำนูณ กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะต้องเกิดขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญบังคับไว้ ซึ่งพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์นี้เมื่อบังคับใช้แล้วจะต้องเกิดแผนยุทธศาสตร์ชาติขึ้นภายใน 1 ปี นับจากวันที่ประกาศใช้ ซึ่งคิดว่าจะคาบเกี่ยวก่อนช่วงที่รัฐบาลใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ดังนั้น จะมีผลผูกพันธ์ต้องการจัดทำนโยบาย และงบประมาณรายปรของรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังม่บทเฉพาะกาลที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.ยังคงอยู่ แต่ที่เป็นครั้งแรกคือ กำหนดให้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวยังคงอยู่ด้วย นั่นเท่ากับมาตรา 44 ยังคงอยู่ นั่นเท่ากับเรามีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่เชิงโครงสร้างก่อนที่อำนาจคสช.จะมอบอำนาจให้รัฐบาลใหม่

“ส่วนสมาชกวุฒิสภา ชุดแรกจะมีอายุอยู่ 5 ปี โดยมีที่มา 3 ส่วน คือ สรรหา 50 คน จากกลุ่มต่างๆ 20 กลุ่ม อีก 200 คน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 194 คน มาจากการสรรหาของคสช. และ 6 ตำแหน่งมากผู้นำเหล่าทัพ เราคงจะได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งวุฒิสภาชุดแรกนี้ยังมีอำนาจหน้าที่พิเศษ คือ ต้องร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย แต่ไม่มีสิทธิเสนอสำหรับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสำคัญๆจะให้กระบวนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ในสภาน่าติดตามอย่างมาก และทำให้เราไม่สามารถคาดกาณณ์วันเลือกตั้งที่แน่นอนๆได้ คาดได้เพียงประมาณปลายปี 2561″นายคำนูณกล่าว

ด้านนายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ นิด้า และกมธ.ชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโน กล่าวตอนหนึ่งว่า คิดว่าชีวิตคนไทยเปลี่ยนไปแน่ แต่จะเปลี่ยนอย่างไรคิดว่าขึ้นอยู่กับตัวพวกเราด้วย ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้แนวการร่างไม่ได้เป็นไปตามแนวรัฐธรรมนูญนิยมที่เน้นเรื่องสถาบันต่างๆ แต่พูดถึงกระบวนการที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างการปฏิรูปประเทศ อีกประเด็นคนไทยกับการปฏิรูปประเทศ เพราะการปฏิรูปเป็นเจตนารมย์ของประชาชนตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ดังนั้น ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือกระบวนการเตรียมการเรื่องการปฏิรูป

นายบรรเจิด กล่าวว่าต่อมาประเด็นที่สองคือ กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศได้วางหลักไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมมีหลายระดับ ภาคประชาชนได้เตรียมการอย่างไรแล้วหรือไม่ในการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูป วินาทีนี้ภาคประชาชนต้องตระหนักรู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่นั่งรอการเปลี่ยนแปลง ประเด็นที่สามคือ เนื่องจากกระบวนการปฏิรูปประเทศเป็นกระบวนการใหญ่ ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วม อย่าให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่มาดำเนินการปฏิรูปประเทศ สุดท้ายคิดว่า ถึงตอนนี้องค์กรภาคประชาชนจะต้องเตรียมการในเรื่องนี้ เพราะหากการปฏิรูปไม่มีส่วนของภาคประชาชนเข้าไปกำกับ การปฏิรูปจะไม่สามารถส่งผลต่อประชาชนในแง่บวกได้ แต่อาจจะเป็นการไปเพิ่มอำนาจรัฐ ฯลฯ

นายบรรเจิด กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นคนไทยกับรัฐธรรมนูญนั้น นวัฒกรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประการหนึ่งคือหมวดหน้าที่ของรัฐจะมีผล 2 ประการ คืออาจส่งผลบวกแก่ประชาชน คือ หากหน่วยงานของรัฐไปถอดรหัสแล้วสร้างเป็นผลงานจะเป็นผลดีแก่ประชาชน แต่จะทำให้มีคดีฟ้องร้องไปยังศาลจำนวนมาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจประชาชนในการยื่นฟ้องได้

นายบรรเจิด กล่าวว่าสำหรับภาคการเมือง ประเด็นแรกคือ พรรคการเมืองไทยจะเชื่อมกับระบบทุนเหมือนเดิม พรรคอุดมการณ์มวลชนจะไม่มีโอกาสเกิดเพราะระบบเลือกตั้งใบเดียวจะทำให้ระบบอุปถัมภ์เข้มข้นขึ้น นี่คือการวิเคราะห์ตามสภาพสังคมไทย และบุคคลจำนวนไม่น้อยจะถูกตัดออกจากระบบเพราะคุณสมบัติ ข้อห้ามต่างๆ รวมถึงการจะเอานักการเมืองออกจากตำแหน่งจะง่ายขึ้น เพราะมีการไปยึดโยงกับเรื่องจริยธรรมร้ายแรง ส่วนระบบการตรวจสอบองค์กรของรัฐนั้น มาตรการที่วางระบบเข้มขึ้น คือ การจัดทำงบประมาณของรัฐ ถ้ามีการร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่ามีการจัดทำที่มิชอบ ครม.ทั้งคณะไปเลย ซึ่งมาตรการนี้จะใช้ได้เพียงครั้งแรกเท่านั้น เพราะครั้งที่สองเขาจะหาทางเลี่ยง ทางหลบ

“ดังนั้นมาตรการนี้ต้องมีพลวัตร ทั้งนี้ ภาพใหญ่ของการตรวจสอบเราไม่เห็นมิติของภาคประชาชน แต่ขอให้มีในกฎหมายระดับล่างๆ เพราะการมีกลไกรัฐเพียงลำพังทำให้มีความเสี่ยงต่อประเทศเช่นเดียวกัน”นายบรรเจิดกล่าว

 

 

ขณะที่ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า ข้อมูลที่คนไทยได้รับในช่วงที่ผ่านมานั้นมาจากทางซีกเดียวจริงๆ ยุคที่พวกตนเกิดจอมพลคือผู้ครองเมือง และเมื่อเกิดมาไม่นานจอมพลก็ถูกยึดทรัพย์ด้วยจอมพลที่เป็นลูกน้อง และจอมพลที่ไปยึดทรัพย์จอมพลก็ถูกยึดทรัพย์เช่นเดียวกัน ได้มีโอกาสเห็นคนทุกวงการ และเรียนได้ว่า ทุกวงการมีคนปะปนกันทุกประเภททั้งคนที่ซื่อสัตย์สุจริต และไม่สุจริต เป็นแบบนี้เหมือนกันทุกประเทศทั่วโลก รัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญในการวางระบบในการจัดการประเทศให้อำนาจอยู่กับประชาชนอย่างแท้จริง

นายพงศ์เทพกล่าวว่ารัฐธรรมนูญที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ก็อยู่ที่ประชาชนมีอำนาจมากน้อยเพียงใด กลไกในการบริหารจัดการประเทศต้องวางอำนาจที่แท้จริงไว้ให้อยู่กับประชาชน แล้วรัฐธรรมนูญที่กำลังจะได้ใช้ประชาชนมีอำนาจแท้จริงหรือไม่ การที่พี่น้องประชาชนจะมีอำนาจก็ต้องดูว่าตัวแทนของพี่น้องประชาชนจะสามารถทำงานให้พี่น้องประชาชนได้ขนาดไหน ซึ่งประชาชนจะต้องสามารถตรวจสอบผู้แทนของตนเองได้ด้วย คนที่สมัครรับเลือกตั้งไม่ได้มีคนดี-คนเลว พรรคดี-พรรคเลว การบอกว่า ห้ามส่งคนเลวลงจึงไม่ใช่ เพราะแม้จะส่งคนดีลงแต่ไม่ได้รับเลือกก็มี

นายพงศ์เทพกล่าวว่า นอกจากนี้ สว. 250 คน ถ้าคสช.ไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้เป็นสว. ก็อยากถามว่า พี่น้องประชาชนคนไทย 60 กว่าล้านคน เชื่อว่า คสช.จะรักษาผลประโยชน์ของตนเองได้ดีกว่าพี่น้องประชาชนเองหรือ ประชาชนคงไม่เชื่ออย่างนั้น แต่สว.ที่คสช.เลือกเหล่านี้กลับมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายว่าใครที่จะสามารถเข้าไปเป็นตุลาการ หรือเข้าไปเป็นองค์กรอิสระ ทั้งนี้ ขอยกตัวอย่างเรื่องการพิจารณาเรื่องการทุจริตของนักการเมือง รัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้เวลาเพียง 15 วันในการตัดสิน ข้าราชการทุจริต 200 บาท ยังใช้เวลาสอบกันเป็นเดือน แล้ว 15 วันนี้จะได้ความจริงอย่างไร ท่านจะใช้ช่องนี้ในการดำเนินการเอาครม.ออกจากตำแหน่งหรือไม่

นายพงษ์เทพ กล่าวอีกว่า เรื่องการปฏิรูปนั้น เมื่อไปตีกรอบไว้ถ้ารัฐบาลคสช.ทำได้ดีจริง 2 ปีที่ผ่านมาเขาน่าจะทำได้แล้ว ตนคิกว่าเรื่องที่ควรปฏิรูปมากคือ การปฏิรูปกองทัพ แต่กลับไม่เห็น มีเพียงการปฏิรูปตำรวจที่เขียนไว้อย่างดี ทั้งที่กองทัพใช้งบประมาณจำนวนมากแต่กลับไม่มีการพูดถึง ตนไม่ทราบว่ากรธ.เห็นว่ากองทัพนี้ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องปฏิรูปหรืออย่างไร

นายพงศ์เทพ กล่าวว่าสำหรับเรื่องของยุทธศาสต์ชาติ ที่ผ่านมาทุกๆช่วงเวลาหนึ่งเราต้องทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เก็บข้อมูลจำนวนมากเพื่อใช้ 5 ปี แต่การใช้ยุทธศาสตร์ 20 ปีที่ใช้เวลาทำฝนช่วง 1 ปีที่คสช.มีอำนาจนี้ไม่รู้จะออกมาหน้าตาอย่างไร ซึ่งสำหรับโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครมองความเปลี่ยนแปลงได้ไกลถึง 20 ขนาดนั้น ทั้งนี้ สิ่งที่เห็นว่าเข้ามามีบทบาทในการปฏิรูปอย่างมากคือส่วนราชการ ซึ่งประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนรวมให้มาก

นายพงศ์เทพ กล่าวว่าอย่างไรก็ตาม ที่บอกว่า มาตรา 44 จะยังคงอยู่แม้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ก็อยากถามว่า อำนาจตามมาตรา 44 นี้ ชอบด้วยหลักนิติธรรมหรือไม่ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็หวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้จะหวาดระแวงอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับปี 34 ที่นายมีชัยร่าง แต่ก็ยังหวังว่า พลังของพี่น้องชาวไทยจะทำให้ฟันฝ่าข้อจำกัดที่รัฐธรรมนูญนี้วางไว้ แล้วเดินหน้าประเทศไปด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอขอบคุณกรธ.ที่ลอกเอามาตราเก่าของรัฐธรรมนูญมาใช้บ้าง ไม่เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดทุกมาตรา

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สาวเสิร์ฟเครียดปัญหาชีวิต โดดน้ำตายคลองประปา
บทความถัดไปแกเร็ธ เซาธ์เกต จับพลัดจับผลูมาเป็นกุนซือสิงโต?