ชี้ทิศทางประเทศไทย : ‘แชโบล’ ดูตัวอย่างธุรกิจกงสีแบบเกาหลีแล้วย้อนมาดูตัวเรา
วันก่อนหน้า 1 มีข่าวพาดหัวเรื่องของอาณาจักรธุรกิจกงสีของครอบครัวเจ้าสัวไทย 4 ตระกูลใหญ่ โชว์ตัวเลขมาร์เก็ตแคปรวมกันกว่า 2.5 ล้านล้านบาท นับเฉพาะที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยวิเคราะห์ถึงการดำเนินธุรกิจ ส่งไม้ต่อให้กับทายาทรุ่นหลัง การวางขุมกำลัง และความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อการเติบโตอย่างมั่งคั่ง และยั่งยืน
ในมุมหนึ่งก็อดยินดีไม่ได้ที่ประเทศไทยเรามีกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ไม่แพ้บริษัทต่างประเทศ และถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนที่สำคัญของประเทศ แต่อีกมุมหนึ่ง ในฐานะคนทำธุรกิจก็อดรู้สึก “หวาดหวั่น” แทนธุรกิจขนาดกลางและรายย่อยไม่ได้ เพราะนี่คือการบ่งชี้ศักยภาพของกลุ่มเจ้าสัวในภาวะเศรษฐกิจหลังโควิดที่กำลังมีการฟื้นตัวในรูปแบบ K-Shape ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าใครก็ตามที่มีแต้มต่อในด้านทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะด้านการเงิน บุคลากร คอนเน็กชั่น ฯลฯ จะสามารถฟื้นได้เร็วกว่า และกอบโกยได้เร็วกว่า ทำให้ช่องว่างด้านความมั่งคั่งยิ่งถ่างขึ้นไปอีก
มองแล้วก็อดนึกถึงการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเกาหลีใต้ในช่วงที่ผ่านๆ มา อันมีกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของครอบครัวหรือที่เรียกกันว่า “แชโบล” เป็นองค์ประกอบหลักไม่ได้ แม้จะไม่ได้มีความเหมือนกันเสียทั้งหมด แต่ผมคิดว่ามีบทเรียนที่สำคัญหลายๆ อย่างที่เราเห็นจากทางนั้นที่เราน่าจะลองมาพิจารณาว่ามีนัยยะอย่างไรในการช่วยฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนหรือไม่
ประเด็นแรกคือผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและเล็กในเกาหลีใต้ที่อยู่ในห่วงโซ่เศรษฐกิจ อันมีกลุ่มแชโบลอยู่บนยอด ตัวเลขบอกว่ากลุ่มแชโบลใหญ่ๆ มีส่วนเกี่ยวข้องถึง 2 ใน 3 ของประเภทธุรกิจทั้งหมดในเกาหลี รวมรายได้ทั้งหมดของแชโบลเกือบๆ 50 กลุ่มจะเป็นมูลค่าถึงกว่า 80% ของ GDP และสัดส่วนกำไรของกลุ่มนี้นับเป็นกว่า 70% ของกำไรทั้งกระดานตลาดหลักทรัพย์ในเกาหลีใต้เลยทีเดียว
ในเมื่อกุมเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ขนาดนี้ ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางซึ่งมีกำลังผลิตและมาตรฐานเพียงพอก็มีโอกาสแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจของกลุ่มแชโบลเหล่านี้ และเติบโตไปพร้อมๆ กับพี่ใหญ่ด้วย ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่ไม่ได้มีโอกาสดังกล่าวก็จะถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง ไม่เติบโตไปพร้อมๆ กันได้
อีกอย่างก็คือ เมื่อกลุ่มแชโบลเหล่านี้เติบโต ย่อมมีการขยายธุรกิจหลากหลายแขนงมากขึ้น อย่างกลุ่ม Lotte ที่เราคุ้นชื่อกันนั้นมีมากถึง 90 ธุรกิจเลยทีเดียว การที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะมาแข่งกับรายใหญ่ที่มีทุนทรัพย์มหาศาล สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับสถาบันการเงิน (หรือมีสถาบันการเงินเป็นของตัวเอง) และการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ ก็ไม่ต้องพูดถึงว่าจะยากเย็นขนาดไหน อันนี้กระทบชัดเจนมาก
ยิ่งเหล่าทายาทของกลุ่มแชโบลยิ่งมีเยอะ ยิ่งมีไอเดียการขยายธุรกิจแยกออกมาเรื่อยๆ ล่าสุดมีกรณีการรุกเข้าธุรกิจร้านเบเกอรี่ของทายาทสตรีรายหนึ่ง แม้จะเป็นธุรกิจร้านเบเกอรี่พรีเมียมเพียงไม่กี่ร้าน อันเกิดจากความชื่นชอบส่วนตัวของทายาทคนดังกล่าว แต่ก็ถูกต่อต้านจากผู้ประกอบการรายเล็ก ที่กังวลว่าแม้กระทั่งธุรกิจเล็กๆ อย่างนี้แชโบลยังจะเข้ามาแล้วจะมีที่ยืนให้รายย่อยได้อย่างไร
เรื่องของ entrepreneurship หรือ “แนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ” ก็ได้รับผลกระทบ ในกลุ่มธุรกิจของแชโบลที่มีทรัพยากร R&D มากมาย หากมีพนักงานคิดนวัตกรรมประเภทหนึ่งได้ เราไม่ค่อยจะเห็นการ spin of หรือแนวคิดการสนับสนุน ให้ทุนออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจเอง แต่ไอเดียดังกล่าวจะถูกกลืนและนำไปพัฒนาภายในองค์กรต่อ
นอกจากนี้แล้ว ในสังคมที่เชิดชูกลุ่มธุรกิจแชโบลว่าเป็นสถาบันที่สำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ และเปิดโอกาสให้ธุรกิจรายย่อยแข่งขันได้น้อยมาก ย่อมทำให้ตลาดแรงงานมีแนวโน้มที่จะหันไปทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่เพื่อความมั่นคง คนเก่งๆ ที่จบมาใหม่ไม่อยากที่จะสร้างธุรกิจของตัวเอง ทำให้สังคมขาดแนวคิดของการเป็นเจ้าสัว หรือ entrepreneurship ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอย่างหนึ่ง
กลับมามองที่ไทย ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่เราจะทำความเข้าใจบริบทของกลุ่มแชโบลในเกาหลี และพิจารณาแนวทางในการสร้างระบบนิเวศของเศรษฐกิจไทยให้สมดุลมากที่สุด
สิ่งแรกที่เราต้องพิจารณาก็คือการควบคุมการควบรวมและเข้มงวดกับกฎหมายป้องกันการผูกขาดให้โปร่งใส ตอบคำถามทุกภาคส่วนได้ นอกเหนือไปจากการเข้มงวดดังกล่าวและมาตรการที่สนับสนุนรายย่อยเช่นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้เร็ว ง่าย ลดหย่อนภาษี ฯลฯ แล้วกลุ่มธุรกิจใหญ่ก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย เช่น กำหนดให้เป็นพันธกิจ
ในการสนับสนุน R&D ในองค์กรอย่างจริงจัง ผลักดันแนวคิดแบบ entrepreneur และมีแนวทางในการช่วยเหลือให้เกิดการแยกตัวออกไปเป็นบริษัทเล็กๆ ที่แข่งขันได้ในตลาดเป็นต้น
เราคงไม่อยากเป็นประเทศที่ปราศจากแรงปรารถนาที่จะพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจเพราะรายใหญ่กินรวบ จริงไหมครับ
#Thailand #ThisIsOurFuture

