ปชป. ชี้ยุบพรรคเทอร์โบส่อแง่ร้าย-กกต.แจงไฟต์บังคับ กม.ยุติธรรม
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ผูสื่อข่าวรายงานว่า นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมาถึงกรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย (สร.) และอดีตกกต. ออกมาตั้งข้อสังเกตระเบียบว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ.2566 ของกกต.ปรับแก้ การยุบพรรคการเมือง ว่า หลังจากนี้จะทำให้การยุบพรรคตามมาตรา 92 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองรวดเร็วแบบติดเทอร์โบ ว่า กกต.เป็นองค์กรอิสระ การจะออกระเบียบอะไร เป็นอำนาจของ กกต.ที่จะต้องดำเนินการไปตามกฎหมายเหมือนกัน เพราะ กกต.เป็นผู้รักษาการกฎหมาย ไม่อยากให้ใครมองในแง่ร้ายว่า กกต.ออกระเบียบมาแล้วจะมีผลต่อใครอย่างไร ซึ่งคิดว่าไม่ว่าในกรณีการสรรหาสมาชิก กรณีแบ่งเขต หรือแม้แต่กรณีใหม่อย่างการยุบพรรคการเมือง ที่ไม่ดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย คิดว่า กกต.ผ่านประสบการณ์ ที่จะจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมอยู่เเล้ว ที่ผ่านมาตนเห็นด้วยกับ กกต. ยืนยันอยู่เสมอว่า ตนสนับสนุนการจัดบริหารจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่ผ่านมายังไม่เห็นอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เป็นห่วงมีอย่างเดียว คือ กกต.จะควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมอย่างไร
เมื่อถามว่า หากเทียบกับกฎหมายเก่าแบบใดดีกว่ากัน จะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นหรือไม่นั้น นายชินวรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประกาศ และระเบียบของ กกต.ออกมาตามกฎหมาย พ.ร.ป.การเลือกตั้ง พ.ร.ป.พรรคการเมืองฉบับใหม่ อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าทาง กกต.ก็รับฟังความคิดเห็น และเจตนารมณ์ที่มีการอภิปรายกันในคณะกรรมาธิการ
อย่างกรณีการยุบพรรค ก็เข้าใจได้ชัดเจนว่า กกต.จะต้องออกระเบียบขึ้นมาให้สอดรับกับ พ.ร.ป.ที่ออกมา และสถานการณ์ทางการเมืองด้วย คราวที่แล้วที่เป็นสัดส่วนผสม มีพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครจำนวนมาก บางเขตมีอยู่หลายสิบพรรค แต่คราวต่อไป เข้าใจว่าพรรคการเมืองที่จะส่งเข้าแข่งขันในแต่ละเขต ไม่น่าจะเกิน 12 พรรค ฉะนั้นพรรคอื่นๆ ที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือตาม พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ ตนคิดว่าถ้ามีเหตุผล และหลักฐานที่ชัดเจน การที่ กกต.ยุบพรรคเร็วขึ้นก็ดีเหมือนกัน จะทำให้ประชาชนไม่สับสน
แหล่งข่าวจากจากสำนักงานกกต. เปิดเผยว่า การปรับแก้ไขระเบียบว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงเป็นการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม อาทิ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงสำนักงานกกต. มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการงานในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ต้องมีกำหนดการแล้วเสร็จ สามารถติดตามความคืบหน้าและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ชักช้า เมื่อประชาชนมา สอบถามต้องสามารถตอบและชี้แจงได้
“ดังนั้น จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้สอดคล้อง กกต.ไม่ได้ปรับแก้ไขตามอำเภอใจ เพื่อจงใจกลั่นแกล้งเล่นงานใครหรือพรรคการเมืองแต่อย่างใด ทุกอย่างมีกฎหมายกำหนดไว้ชัด หากไม่ได้ทำผิด ปฏิบัติตามกฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องกลัวโดนตรวจสอบ ส่วนที่มองว่ารวดเร็วแบบติดเทอร์โบ ไม่อยากให้มองแบบนั้น แต่เมื่อกำหนดระยะเวลาแต่ละขั้นตอนแล้ว ทุกอย่างจะเร็วขึ้น เป็นประโยชน์กับประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม” แหล่งข่าวระบุ

