คอลัมน์หน้า 3 : บริหาร การเมือง ภายใต้ ความขัดแย้ง ของ พี่น้อง ‘3 ป.’
ภายในความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำเนินไปอย่างสลับซับซ้อน
อย่าคิดว่าจะมีแต่ด้านอันเป็น “เอกภาพ”
เป็นเอกภาพตั้งแต่ยังก่อตัวขึ้นเป็น “บูรพาพยัคฆ์” ค่อยๆ ก้าวไปสู่ แม่ทัพภาคที่ 1 ค่อยๆ ก้าวไปสู่ ผู้บัญชาการทหารบก
แม้กระทั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
แม้กระทั่ง เมื่อเข้าไปนั่งอยู่ใน “ศอฉ.” ทำงานใกล้ชิด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ในที่สุด ตัดสินใจทำ “รัฐประหาร”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
กระนั้น ภายใน “เอกภาพ” ก็มี “ความขัดแย้ง”
น่าสนใจก็ตรงที่ใน “ความขัดแย้ง” ที่ผ่านมา อำนาจและความรับผิดชอบในมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากยิ่งขึ้น
ในมือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลดน้อยถอยลง
ในเบื้องต้นอาจเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับผิดชอบด้าน “ความมั่นคง”
ทั้ง “ทหาร” ทั้ง “ตำรวจ” ครบถ้วน
แต่แล้ว “อำนาจ” ที่เคยมีก็ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง เหลือเพียงตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ไม่ได้ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ทั้งหมดตกเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ในความถดถอยเชิง “อำนาจ” เช่นนี้ทำให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พุ่งความสนใจไปยัง “พรรคการเมือง” มากยิ่งขึ้น
กระทั่ง กุมได้อย่างเต็มมือผ่าน “พลังประชารัฐ”
สถานการณ์เดือนกันยายน 2564 เด่นชัดยิ่งว่าเป็นสถานการณ์แห่งการประลองกำลังครั้งสำคัญในทางการเมือง
ปรากฏ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น “ตัวละคร” เด่น
ภายใต้การบริหารรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจาก ครม.ได้
แต่เมื่อคิดจะ “รุก” เข้าไปในพรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่สำเร็จ
ความขัดแย้งนี้ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดในเรื่องมีพรรคการเมืองเป็นของตนเองขึ้นมา
นี่คือฐานที่มาแห่งพรรครวมไทยสร้างชาติ
พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเป็นรูปธรรมหนึ่งซึ่งสะท้อนความขัดแย้งที่มิอาจประนีประนอมกันได้ระหว่างพี่น้อง 2 ป.
วางเดิมพันอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง
ภายในความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงมิได้มีแต่ด้านอันเป็น “เอกภาพ”
หากแต่ปรากฏ “ความขัดแย้ง” ตลอดสองรายทาง
เพียงแต่คนของพรรคเพื่อไทย คนของพรรคก้าวไกล จะประมวลแต่ละความขัดแย้งมาบริหารจัดการอย่างไร
จึงจะเป็น “คุณ” จึงจะก่อให้เกิด “ผลสำเร็จ”

